ได้กิ๋นก๋าลมอมก๋าหัวปี่ เดวแฮ่มน้อยจะไปซอถ้องโตย
ปี๋ใหม่เมือง <เงี้ยว>
1. 13 เมษา วันปี๋ใหม่เมือง กานกุ่งรุ่งเรือง มาถึงแล้วเล้า….สืบกั๋นมาโบราณแต่เก๊า จักขอเล่าประวัติเก่าสืบสาน วันนี้เปิ้นฮ้องสังขาลล่อง บอกปี้บอกน้องจะไปหน่ายไปจัง…นายเจ้าแม่นัง ไค่หันปู่สังขาลหื้อสูลุกมาผ่อ……ลูกหลานเหยจะไปหลับลุกขวาย มานั่งยังยายผ่อปู้สังขาลว่าอั้น หาบก๋วยล่องกองมานั้น หื้อสูลุกเจ๊าเตรียมถ้ากอยผ่อ….นายมอน…หมู่ละอ่อนก่ตั้งหน้าตั้งต๋า ปอล่วงเลยเวลา บ่ก๋ายมาซักเต้อ
2. ตี้แต้ เป๋นกุสโลบาย บ่หื้อหลับลุกขวายหื้อลุกมาเจ้า เจ้า….จ้วยอี่แม่ตักน้ำหนึ่งเข้า เจ๊ดหอ ยอเฮือน บ่หื้อเศร้าหม่นหมอง ฝึกเขาตั้งแต่ยามน้อย หื้อฮู้ฮีตฮอยต๋ามแบบครรลอง…นาเจ้าแม่นาย…ถ้าละอ่อนลุกขวายบ่ได้หยังซักอย่าง…
วันต่อไปตี้จะกล่าวอ้างหลัง เลยวันสังขาล 14 ว่าอั้น ความสำคัญเป๋นอย่างใดนั้น
เปิ้นเลยอู้กั๋นว่าเป๋นวันเน่า…นารี..เน่าแก๋งป๋า กะว่าเน่าแก๋งปี๋ หรือเน่าสิ่งบ่ดี กำเดียวจะบอก….
3. ต๋ามประวัติคนเฒ่าเล่าเมินมา มันเป๋นพญาหัวเน่าหัวจ้า…..
พระยาธรรมวิบาล เปิ้นฮับกำต้า ของพรหมจั้นฟ้า หื้อมา 3 ประก๋าร ยามเจ๊าศรีอยู่ไหนฮั้น ยามบ่ายไปนั้น ผดแผวยามแลง…นอเจ้าแม่นาย…ถ้าตอบบ่ได้ จะโดนตัดคอเป๋นแน่…ธรรมวิบาลปัญญาบ่ปอหลาย แก้ปัญหาบ่ได้ว่าอั้น เลยหนีเข้าป่าไปนั้น ไปหยุดไปยั้งอยู่เก๊าไม้ใหญ่…ป๋ายใบ..กึ๊ดไตร่ตรอง เฮาจะเยี๊ยะอย่างใด
จีวิตเฮาคงจักต๋ายเป๋นแน่….
4. ไปได้ยิน แฮ้งเฒ่าคุยกั๋น ดังฟ้าประธาน เฮาจะรอดเป๋นแต้…..
แฮ้งแม่ มันก่ถามแฮ้งปู้ พรุ่งนี้บ่ฮู้เฮาจะเอาหยังกิ๋น แฮ้งปู้บอกบ่ต้องเป๋นห่วง
จะได้กิ๋นซากหลวง ของธรรมวิบาล….นานแม่นาน…..
ก่เลยจ๋าขาน ถึงเหตุก๋ารเป๋นแน่….
แฮ้งเฒ่าก่เลยบอกจ๋า เฮาลุกเจ๊ามา ศรีอยู่หน้าว่าอั้น ต้องเอาน้ำมาซะซ่วยล้าง
เจ๊ดหน้าถูต๋า หื้อมันใสมันผ่อง….งามดี…ยามบ่ายคล้อย มันฮ้อนเต็มที
เอาน้ำใสดีลูบ อกตบบ่า….
5. ยามเมื่อแลง ขึ้นเฮือนเยี๊ยะกิ๋น ศรีอยู่ตี้ตี๋น เอาน้ำซ่วยล้าง….
ธรรมวิบาลได้ยินกำกล่าวอ้าง เลยรวดลาร้างจากป่าไม้ดงหนา ไปตอบปัญหา
ของพรหม สมดั่งใจ๋เลยบ่เสียชีวา…หนะเจ้าต่านหนะ…กำนั้นศรีษะ พรหมเลยหลุดจากบ่า….เป๋นว่าปี๋นี้ ปี๋ม้าหนา ศกสง้า เปิ้นฮ้องว่าอั้น ไปเล่าก็นวันนี้วันนั้น
บ่ดีไปแจ้ง บ่ดีไปด่า ….นอนาย…มันจะสุขก๋าย มันจะสุขใจ๋ เยี๊ยะหื้อร่างก๋าย
มันขาวใสสะอาด….
6. วันตี้ 15 เป๋นพญาของวัน มีความสำคัญอยู่นักบ่หน้อย….
หมู่ลูกหมู่หลาน หยิบแต่ง แฝงห้อย เตรียมน้ำส้มป่อย ไว้สละสลุง
ปากัน ไปปักตุงปักจ้อ ยกมือขึ้นขึ้นยอ ต่านเจ้าจะปั๋นปอน…วอนเจ้าแม่วอน…
ฮับศีลฮับปรต๋ามฮีตเดิมฮอยเก่า….ปิ๊กมาบ้าน เตรียมเนื้อเตรียมตั๋ว ไปดำหัวคนแก่คนเฒ่า ตึงบ่ว่าลูกหลานต๋านเต้า คนหนุ่มคนเฒ่า มารวมมิตรรวมญาติ….ป๋ายใบ..
มันตึงม่วนอก มันตึงม่วยใจ๋ ปี้น้องวงศ์ใย พร้อมเปียงเรียงหมู่…..
7. สิบหกสิบเจ็ด ปากปี๋ ปากเดือน บ่เลื่อนบ่รอ กั๋นในวันนี้……
ขออวยพรหมู่น้องหมู่ปี้ ขอหื้ออยู่ดี สุขบานหวานใจ๋ ตึงบ่ว่าคนไปคนอยู่ ขอเดินทางด้วยความปลอดภัย…นายเจ้าแม่นาย…ปรารถนาสิ่งใด สมใจทุกอย่าง…..
กำปรจ้างซอบ่ปอใคร่หวาน บ่เหมือนอาจารย์ ต่านเจ้ากล่าวอ้าง ฮักษาประเภณี
บ่ดีหลีกม้าง เล่นต๋ามประเภณี หื้อมันมีขอบเขต….แต้นา..บ่ดีเอาน้ำซะหน้า
กาว่าซะต๋า สมกำผาทะนา อย่างตู๋ข้าเขาว่า…..วางงง..เพลงงง ม่วนก่อจ้าว *-*
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ประเพณีสงกรานต์
ประเพณีสงกรานต์
เทศกาลสงกรานต์นี้ชาวล้านนาเรียกว่า ปเวณีปีใหม่หรือปาเวณีปีใหม่ (อ่าน"ป๋าเวนีปี๋ใหม่") ในช่วงเทศกาลนี้ซึ่งกินเวลา ๕ วัน ประชาชนจะหยุดงานทั้งสิ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระนี้ทั้งในแง่ศาสนาและพิธีกรรม โดยตลอด เทศกาลสงกรานต์ตามปฏิทินโหราศาสตร์ของชาวล้านนานั้น จะถือเอาวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษเป็น วันสังกรานต์ล่อง หรือวันมหาสงกรานต์ ซึ่งจะไม่ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ตามประกาศของทางการเสมอไป (แต่ปัจจุบันนี้จะยึดตามประกาศของทางการ) เทศกาลนี้จะมีวันต่าง ๆ และมีพิธีกรรมและการละเล่นหลายอย่างที่ เกี่ยวข้องกัน ดังนี้
วันสังกรานต์ล่อง คือวันมหาสงกรานต์ ซึ่งออกเสียงแบบล้านนาว่า "สัง-ขาน" นี้คือวันที่พระอาทิตย์โคจรไปสุดราศีมีนจะย่างเข้าสู่ราศีเมษ ตามความเชื่อแบบล้านนากล่าวกันว่าในตอนเช้ามืดของวันนี้ "ปู่สังกรานต์" หรือ "ย่าสังกรานต์"จะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีแดงสยายผมล่องแพไปตามลำน้ำ ปู่หรือย่าสังกรานต์นี้จะนำเอาสิ่งซึ่งไม่พึงปรารถนาตามตัวมาด้วย จึงต้องมีการยิงปืนจุดประทัดหรือทำให้เกิดเสียงดังต่าง ๆ นัยว่าเป็น "การไล่สังกรานต์" และถือกันว่าปืนที่ใช้ยิงขับปู่หรือย่าสังกรานต์นั้นจะมีความขลังมาก ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้จะมีการปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด มีการซักเสื้อผ้า เก็บกวาดและเผาขยะมูลฝอยต่าง ๆ มีการดำหัวหรือสระผมเป็นกรณีพิเศษ คือเมื่อสระผมแล้วก็จะต้องเงยหน้าไปตามทิศที่กำหนดไว้และทัดดอกไม้ที่เป็น นามของปีของแต่ละปี นุ่งห่มเป็นเสื้อผ้าใหม่ ฝ่ายพ่อบ้านก็จะนำเอาพระพุทธรูปพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังต่างๆ มาชำระหรือสรงด้วยน้ำอบน้ำหอมหรือ เปลี่ยนดอกไม้บูชาพระในแจกันใหม่ด้วย
ใน วันสังกรานต์ล่องนี้ ตามประเพณีโบราณแล้ว กษัตริย์แห่งล้านนาจะต้องทำพิธีสรงน้ำตามทิศที่ โหรหลวงคำณวนไว้ และจะลงไปทำพิธีลอยเคราะห์ในแม่น้ำเช่น ในแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง เป็นต้น ในวันนี้บางท่านก็จะเรียกลูกหลานมาพร้อมกล่าวคำมงคลแล้วใช้น้ำส้มป่อยลูบ ศีรษะตัวเองหรือลูกหลานทุกคน และบางท่านจะให้ ลูกหลานเอาฟักเขียวหรือฟักทองไปปลูกและใช้มูลควายตากแห้งเป็นปุ๋ยโดยบอก เด็กว่าปู่ย่าสังกรานต์พึงใจที่ได้เห็น ลูกหลานปลูกฟัก บ้างว่า ผู้ที่ปลูกฟักนั้นก็จะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดด้วย สำหรับในเมืองใหญ่เช่นเชียงใหม่ นิยมจัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองเช่นพระพุทธสิหิงค์และพระเสตังคมณี ไปตามถนนสายต่าง ๆ แล้วนำไปประดิษฐานไว้เพื่อให้ประชาชนได้เข้านมัสการสรงน้ำพระพุทธรูปดัง กล่าวด้วย
วันเนา วันเนาว์ หรือ วันเน่า ในแง่ของโหราศาสตร์แล้ว วันนี้ควรจะเรียกว่า วันเนา เพราะเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่างราศีมีนและราศีเมษ อันเป็นวันที่ถัดจากวันสังกรานต์ล่อง แต่ในการออกเสียงแล้วทั่วไปมักเรียก"วันเน่า" ทำให้เกิดความคิดที่ห้ามการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคล โดยเฉพาะห้ามการด่าทอทะเลาะวิวาทกัน กล่าวกันว่าผู้ใดที่ด่าทอผู้อื่นในวันนี้แล้ว ปากของผู้นั้นจะเน่า และหากวิวาทกันในวันนี้ บุคคลผู้นั้นจะอัปมงคลไปตลอดปี ส่วนผู้ประสงค์จะปลูกเรือนด้วยไม้ไผ่ ก็ให้รีบตัดในวันนี้ เพราะเชื่อกันว่าไม้จะ"เน่า"และไม่มีมอดหรือปลวกมากินไม้ดังกล่าว วันเนานี้จะเป็นวันเตรียมงาน ชาวบ้านจะพากันไปซื้อของเพื่อกินและใช้ในวันพญาวัน เมื่อถึงตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด กองรวมกันทำเป็น การขนทรายเข้าวัดนี้ถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนส่วนที่ติดเท้าของตนออกจาก วัดซึ่งเสมอกับได้ลักของจากวัด วันเนานี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วันดา เพราะเป็นวันที่ ดา หรือจัดเตรียม สิ่งของต่างๆ จะใช้ทำบุญนั่นเอง
วันพญาวัน เป็นวันเถลิงศกเริ่มต้นจุลศักราชใหม่ วันนี้เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนาดัง ตั้งแต่เวลา เช้าตรู่ผู้คนจะนำเอาสำรับอาหารหวานคาวต่าง ๆ ไปทำบุญถวายพระตามวัด ทานขันเข้า (อ่าน"ตานขันเข้า") เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วด้วย บางคนอาจนำสำรับอาหารไปมอบให้แก่บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ เรียกว่า ทานขันเข้าฅนเถ้าฅนแก่
จากนั้นจะนำทุงหรือธงซึ่งได้เตรียมไว้ไปปักบนเจดีย์ทราย ทั้งนี้ มีคติว่าการทานทุง นั้นมีอานิสงส์ สามารถช่วยให้ผู้ตายที่มีบาปหนักถึงตกนรกนั้นสามารถพ้นจากขุมนรกได้ จากนั้นก็มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ในวันพญาวันนี้ บางท่านอาจจะเตรียมไม้ง่ามไปถวายสำหรับค้ำต้นโพ ถือคติว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป และจะมีการสรงน้ำทั้งพระพุทธรูป สถูปเจดีย์รวมทั้งสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์ด้วย ในตอนบ่ายจะมีการไป ดำหัวหรือไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่บิดามารดา ญาติพี่น้องผู้อาวุโสหรือผู้มีบุญคุณหรือผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาและผู้ใหญ่ก็จะให้พร
วันปากปี ในวันนี้ ศรัทธาที่ไม่ไปที่วัดก็ จะไปเตรียมสถานที่ เพื่อทำบุญใจบ้าน คือบริเวณที่ตั้งของ เสาใจบ้านหรือสะดือบ้านบ้างเรียก แปลงบ้าน หรือส่งเคราะห์บ้าน บริเวณหอเสื้อบ้าน (อารักษ์หมู่บ้าน) ที่วัดตอนเช้าจะมีการทำพิธีปูชาเข้าลดเคราะห์ ปูชาเข้ายกเคราะห์ ปูชาเคราะห์ปีใหม่ ปูชาสระพระเคราะห์ เป็นต้น เชื่อว่าผู้ที่บูชาดังว่าในวันปากปี จะได้รับความคุ้มครองไปตลอดปี และชาวบ้านบางคนจะพากันไปดำหัววัด คือไปทำพิธีคารวะเจ้าอาวาสวัดที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ด้วย
วันในลำดับที่ ๕ ของเทศกาลนี้คือ วันปากเดือน ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นของเดือนใหม่ ในวันนี้นิยมมีการส่งเคราะห์ต่าง ๆ ตามแบบที่นิยมนับถือกันมาแต่โบราณ การส่งเคราะห์ที่ว่านี้มีหลายอย่าง เช่น ส่งชน, ส่งแถน, ส่งเคราะห์นรา เป็นต้น ส่วนการดำหัวนั้นก็จะดำเนินต่อไปจนครบตามต้องการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้มีการละเล่นที่สนุกสนานหลายอย่าง เช่น เล่นหมากบ้าหรือการเล่นสะบ้า เล่นหมากคอนหรือการเล่นโยนลูกช่วง เป็นต้น แต่การเล่นที่สนุกที่สุกและมีเพียงช่วงเดียวในรอบปี คือ เล่นหดน้ำ ปีใหม่ หรือการเล่นรดน้ำในเทศกาลขึ้นปีใหม่นั่นเอง
http://www.cmprice.com/forum/?content=detail&wb_type_id=&topic_id=25280
วันนี้คุณ แป๋งสโป้กแล้ว รึยัง
เทศกาลสงกรานต์นี้ชาวล้านนาเรียกว่า ปเวณีปีใหม่หรือปาเวณีปีใหม่ (อ่าน"ป๋าเวนีปี๋ใหม่") ในช่วงเทศกาลนี้ซึ่งกินเวลา ๕ วัน ประชาชนจะหยุดงานทั้งสิ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระนี้ทั้งในแง่ศาสนาและพิธีกรรม โดยตลอด เทศกาลสงกรานต์ตามปฏิทินโหราศาสตร์ของชาวล้านนานั้น จะถือเอาวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษเป็น วันสังกรานต์ล่อง หรือวันมหาสงกรานต์ ซึ่งจะไม่ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ตามประกาศของทางการเสมอไป (แต่ปัจจุบันนี้จะยึดตามประกาศของทางการ) เทศกาลนี้จะมีวันต่าง ๆ และมีพิธีกรรมและการละเล่นหลายอย่างที่ เกี่ยวข้องกัน ดังนี้
วันสังกรานต์ล่อง คือวันมหาสงกรานต์ ซึ่งออกเสียงแบบล้านนาว่า "สัง-ขาน" นี้คือวันที่พระอาทิตย์โคจรไปสุดราศีมีนจะย่างเข้าสู่ราศีเมษ ตามความเชื่อแบบล้านนากล่าวกันว่าในตอนเช้ามืดของวันนี้ "ปู่สังกรานต์" หรือ "ย่าสังกรานต์"จะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีแดงสยายผมล่องแพไปตามลำน้ำ ปู่หรือย่าสังกรานต์นี้จะนำเอาสิ่งซึ่งไม่พึงปรารถนาตามตัวมาด้วย จึงต้องมีการยิงปืนจุดประทัดหรือทำให้เกิดเสียงดังต่าง ๆ นัยว่าเป็น "การไล่สังกรานต์" และถือกันว่าปืนที่ใช้ยิงขับปู่หรือย่าสังกรานต์นั้นจะมีความขลังมาก ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้จะมีการปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด มีการซักเสื้อผ้า เก็บกวาดและเผาขยะมูลฝอยต่าง ๆ มีการดำหัวหรือสระผมเป็นกรณีพิเศษ คือเมื่อสระผมแล้วก็จะต้องเงยหน้าไปตามทิศที่กำหนดไว้และทัดดอกไม้ที่เป็น นามของปีของแต่ละปี นุ่งห่มเป็นเสื้อผ้าใหม่ ฝ่ายพ่อบ้านก็จะนำเอาพระพุทธรูปพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังต่างๆ มาชำระหรือสรงด้วยน้ำอบน้ำหอมหรือ เปลี่ยนดอกไม้บูชาพระในแจกันใหม่ด้วย
ใน วันสังกรานต์ล่องนี้ ตามประเพณีโบราณแล้ว กษัตริย์แห่งล้านนาจะต้องทำพิธีสรงน้ำตามทิศที่ โหรหลวงคำณวนไว้ และจะลงไปทำพิธีลอยเคราะห์ในแม่น้ำเช่น ในแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง เป็นต้น ในวันนี้บางท่านก็จะเรียกลูกหลานมาพร้อมกล่าวคำมงคลแล้วใช้น้ำส้มป่อยลูบ ศีรษะตัวเองหรือลูกหลานทุกคน และบางท่านจะให้ ลูกหลานเอาฟักเขียวหรือฟักทองไปปลูกและใช้มูลควายตากแห้งเป็นปุ๋ยโดยบอก เด็กว่าปู่ย่าสังกรานต์พึงใจที่ได้เห็น ลูกหลานปลูกฟัก บ้างว่า ผู้ที่ปลูกฟักนั้นก็จะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดด้วย สำหรับในเมืองใหญ่เช่นเชียงใหม่ นิยมจัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองเช่นพระพุทธสิหิงค์และพระเสตังคมณี ไปตามถนนสายต่าง ๆ แล้วนำไปประดิษฐานไว้เพื่อให้ประชาชนได้เข้านมัสการสรงน้ำพระพุทธรูปดัง กล่าวด้วย
วันเนา วันเนาว์ หรือ วันเน่า ในแง่ของโหราศาสตร์แล้ว วันนี้ควรจะเรียกว่า วันเนา เพราะเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่างราศีมีนและราศีเมษ อันเป็นวันที่ถัดจากวันสังกรานต์ล่อง แต่ในการออกเสียงแล้วทั่วไปมักเรียก"วันเน่า" ทำให้เกิดความคิดที่ห้ามการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคล โดยเฉพาะห้ามการด่าทอทะเลาะวิวาทกัน กล่าวกันว่าผู้ใดที่ด่าทอผู้อื่นในวันนี้แล้ว ปากของผู้นั้นจะเน่า และหากวิวาทกันในวันนี้ บุคคลผู้นั้นจะอัปมงคลไปตลอดปี ส่วนผู้ประสงค์จะปลูกเรือนด้วยไม้ไผ่ ก็ให้รีบตัดในวันนี้ เพราะเชื่อกันว่าไม้จะ"เน่า"และไม่มีมอดหรือปลวกมากินไม้ดังกล่าว วันเนานี้จะเป็นวันเตรียมงาน ชาวบ้านจะพากันไปซื้อของเพื่อกินและใช้ในวันพญาวัน เมื่อถึงตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด กองรวมกันทำเป็น การขนทรายเข้าวัดนี้ถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนส่วนที่ติดเท้าของตนออกจาก วัดซึ่งเสมอกับได้ลักของจากวัด วันเนานี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วันดา เพราะเป็นวันที่ ดา หรือจัดเตรียม สิ่งของต่างๆ จะใช้ทำบุญนั่นเอง
วันพญาวัน เป็นวันเถลิงศกเริ่มต้นจุลศักราชใหม่ วันนี้เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนาดัง ตั้งแต่เวลา เช้าตรู่ผู้คนจะนำเอาสำรับอาหารหวานคาวต่าง ๆ ไปทำบุญถวายพระตามวัด ทานขันเข้า (อ่าน"ตานขันเข้า") เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วด้วย บางคนอาจนำสำรับอาหารไปมอบให้แก่บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ เรียกว่า ทานขันเข้าฅนเถ้าฅนแก่
จากนั้นจะนำทุงหรือธงซึ่งได้เตรียมไว้ไปปักบนเจดีย์ทราย ทั้งนี้ มีคติว่าการทานทุง นั้นมีอานิสงส์ สามารถช่วยให้ผู้ตายที่มีบาปหนักถึงตกนรกนั้นสามารถพ้นจากขุมนรกได้ จากนั้นก็มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ในวันพญาวันนี้ บางท่านอาจจะเตรียมไม้ง่ามไปถวายสำหรับค้ำต้นโพ ถือคติว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป และจะมีการสรงน้ำทั้งพระพุทธรูป สถูปเจดีย์รวมทั้งสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์ด้วย ในตอนบ่ายจะมีการไป ดำหัวหรือไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่บิดามารดา ญาติพี่น้องผู้อาวุโสหรือผู้มีบุญคุณหรือผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาและผู้ใหญ่ก็จะให้พร
วันปากปี ในวันนี้ ศรัทธาที่ไม่ไปที่วัดก็ จะไปเตรียมสถานที่ เพื่อทำบุญใจบ้าน คือบริเวณที่ตั้งของ เสาใจบ้านหรือสะดือบ้านบ้างเรียก แปลงบ้าน หรือส่งเคราะห์บ้าน บริเวณหอเสื้อบ้าน (อารักษ์หมู่บ้าน) ที่วัดตอนเช้าจะมีการทำพิธีปูชาเข้าลดเคราะห์ ปูชาเข้ายกเคราะห์ ปูชาเคราะห์ปีใหม่ ปูชาสระพระเคราะห์ เป็นต้น เชื่อว่าผู้ที่บูชาดังว่าในวันปากปี จะได้รับความคุ้มครองไปตลอดปี และชาวบ้านบางคนจะพากันไปดำหัววัด คือไปทำพิธีคารวะเจ้าอาวาสวัดที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ด้วย
วันในลำดับที่ ๕ ของเทศกาลนี้คือ วันปากเดือน ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นของเดือนใหม่ ในวันนี้นิยมมีการส่งเคราะห์ต่าง ๆ ตามแบบที่นิยมนับถือกันมาแต่โบราณ การส่งเคราะห์ที่ว่านี้มีหลายอย่าง เช่น ส่งชน, ส่งแถน, ส่งเคราะห์นรา เป็นต้น ส่วนการดำหัวนั้นก็จะดำเนินต่อไปจนครบตามต้องการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้มีการละเล่นที่สนุกสนานหลายอย่าง เช่น เล่นหมากบ้าหรือการเล่นสะบ้า เล่นหมากคอนหรือการเล่นโยนลูกช่วง เป็นต้น แต่การเล่นที่สนุกที่สุกและมีเพียงช่วงเดียวในรอบปี คือ เล่นหดน้ำ ปีใหม่ หรือการเล่นรดน้ำในเทศกาลขึ้นปีใหม่นั่นเอง
http://www.cmprice.com/forum/?content=detail&wb_type_id=&topic_id=25280
วันนี้คุณ แป๋งสโป้กแล้ว รึยัง
ตำนานผีล้านนาตอนผีหัวหลวง
ตำนานผีล้านนาตอนผีหัวหลวง
อันว่าตำราล้านนาว่าด้วยเรื่องผีหัวหลวงนั้นมีมากหลายแหล่ ต่อนี้จักอู่เรื่องผีหัวหลวงล้านนาเกี่ยวกับก๋ารอยู่ของผีหัวหลวง หากผู้ใดสนใจ๋ก็เจิญอ่านเต๊อะว่าดั่งอี้เน้อ....
หากวันใดเมื่อใดผู้คนทั้งหลายจักกระทำพิธีอันเป๋นมังกะละมงคลห้ามเบ่นหน้าหรือหันหน้าไปทางทิศที่ผีหัวหลวงอยู่จักฉิบหาย จักเสียข้าวของเงินคำแต๊แหล่ บ่ว่าจักไปค้าขาย หรือไปเล่นเสี่ยงโชคลาภหื้อจ๋ำจื่อและพิจจารณาเอาเต๊อะ ทิศหรือตางที่ผีหัวหลวงอยู่มีดั่งนี้ว่าอั้น
วันอาติ๊ด(อาทิตย์)ผีหัวหลวงอยู่ปล๋ายไม้ ห้ามแหงนผ่อดูปล๋ายไม้เมื่อยามออกจากบ้าน
วันจั๋น(จันทร์)ผีหัวหลวงอยู่ตางทิศตะวันออกห้ามเตียวตางไปหากิ๋นหรือนั่งเบ่นหน้าผินหน้าไปทางนี้จักเสียทรัพย์ จักมีอนตะราย(อันตราย)
วันอังการ(อังคาร)ผีหัวหลวงอยู่ตางทิศตะวันตกห้ามเตียวทางหรือเบ่นหน้าไปทิศนี้บ่ดี เล่นก๋ารพนันก็หมดเสี้ยงเงินคำแต๊แหล่
วันปุ๊ด(พุธ)ผีหัวหลวงอยู่ตางทิศหนอากาศหมายว่ามันอยู่ในอากาศหั้นแล ห้ามขึ้นที่สูงจั้กตกมาต๋าย ห้ามเตียวทวนกระแส(อ่านขะแส)ลมวันนี้หากบ่อั้นจักเกิดพินาศเป๋นเสนียดจัญไรแก่ต๋นแล
วันผั้ด(พฤหัสบดี)ผีหัวหลวงอยู่บนฟ้า ห้ามแหงนผ่อฟ้าเวลายามเมื่อออกจากบ้านเกหา(เคหา)จักเป็นเสนียดแก่ต๋น ไปค้าขายก็บ่ได้ดั่งใจ๋ มันแก๋น(อับโชค)บ่มีไผมาซื้อสินค้าสินค้าเคิ้น(เหลือ)เน่าเสี้ยงแล
วันสุ้ก(ศุกร์)ผีหัวหลวงมันอยู่ตางทิศใต้ ห้ามออกบ้านทางทิศใต้หรือไปค้าขายเสี้ยงโชคทางนี้หรือนั่งเบ่นหน้าไปทิศใต้จั่กบ่จ๋ำเริญแหล่
วันเสา(เสาร์)ผีหัวหลวงอยู่ทิศเหนือห้ามไปแอ่วแหวงทางนี้หรือนั่งเบ่นหน้าหันหน้าไปทิศเหนือจั่กเป๋นตุ๊ก(ทุกข์) เสี่ยงโชคลาภก็บ่ได้แก๋นแต๊ๆว่าสะนี้แล....
มีเจี้ยเกี่ยวกับเรื่องแก๋นหรืออับโชคว่า
นายมอยมันเลี้ยงไก่ชนไว้ตั๋วนึ่ง เมื่อนำไปจาม(ทดลองชน)ก็ชนะทุกครั้ง ชนดี ลวดลายเก่งมีทั้งสอดทั้งแทง แต่เมื่อนำไปชนเล่นเงินเมื่อใดไก่เจ้ากรรมตัวนี้เป็นอันว่าก๊าน(แพ้)ทุกทีไป เพื่อนๆจึงบอกนายมอยว่าไก่มันแก๋นคือไก่บ่กิ๋นเงินหรือชนะ นายมอยจึงฆ่าแล้วเอาเนื้อไก่มาห่อหนึ้ง(ทำห่อหมก)ให้แม่บ้านนำห่อหนึ้งไปขาย แม่บ้านนำห่อหนึ้งเนื้อไก่แก๋นไปขายที่ตลาดนานเท่านานก็ไม่มีใครซื้อจึงนำกลับมาบ้านเผอิญระหว่างทางมีคนขอซื้อห่อหนึ้งทั้งหมด แต่พอขอรับเงินคนซื้อกลับบอกว่า " ขอแป๊ะก่อนเต๊อะ" (ขอเชื่อไว้ก่อนยังไม่มีเงิน)..แม่บ้านจึงเอ่ยว่า " เอ้อไก่แก๋นแต๊ว่า จนก็บ่ได้เงิน แป๋งห่อหนึ้งก็ยังโดนแป๊ะ"(ชนก็ไม่ได้เงินเอาเนื้อทำห่อหมกขายก็ยังขอเชื่อไว้ก่อน) ถะแลม..ถะแลมๆๆๆๆ
เรื่องผีหัวหลวงก็จบลงเท่านี้แล...ลุงหนานก็ขอลาไปก่อนแลนายเฮย

ตำนานผีล้านนาตอน"ผีดอกงิ้วแดง"
อย่างเข้าเดือนเจ็ดในล้านนาราวปี พ.ศ. 2512 คืนเดือนเสี้ยวแหว่งดวงด้านตะวันออก บรรยากาศชวนให้คนชอบหาปลาออกไปทอดแหตามริมฝั่งแม่น้ำปิง..
สองสหายพากันสะพายแห...ในมือถือก๋งสะติก(หนังสะติ๊ก)อาศัยแสงเดือนเสี้ยวเดินเลาะไปตามฝั่งแม่น้ำปิง พลันเห็นหนูพุกตัวโตกำลังกัดกินรากเหง้ากอต้นอ้ออย่างเอร็ดอร่อย..
"เฮ้ย..อ้ายจั๋น นั่นหนูพุก"...ยังไม่ทันลดเสียงแต่มืออ้ายจั๋นมันไวกว่ายิงหนังสะติกโพละเข้าให้..เจ้าหนูพุกตัวโตหล่นลงน้ำพร้อมกอรากอ้อ...
"ตายแน่นอน.."เสียงร้องสองสหายพร้อมกัน ขณะที่วิ่งเหยาะเข้าหาเป้าหมายร่องรอยน้ำกระเพื่อมที่หนูตกลงในน้ำ..
ระดับน้ำเพียงท่วมหลังเท้า แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของหนู น้ำที่กระเพื่อมระรอกกลับสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น....
ซ่า...ซ่า....ทรายเม็ดใหญ่น้อยถูกขว้างสาดเข้าใส่ถูกสองสหาย แต่เมื่อถูกตัวสองสหายตกลงน้ำเม็ดทรายกลายเป็นดอกงิ้วแดง..
ทั้งอ้ายจั๋นและอ้ายดีสองสหายรู้ทันทีตามประสบการณ์ที่เคยผ่านร้อนหนาวมาว่าผีเอากูแน่แล้ว รีบระนึก(ร่าย)พระคาถาชื่อว่า "ช้างน้ำน้อย"ที่ผู้คนหากินทางน้ำนับถือกันว่า" โอมจ๊างน้อยงาแดงแตงแม่น จ๊างน้อยแกว่นแตงเงา..." เท่านี้เองห่าฝนทรายที่ซัดสาดก็หยุดเหลือแต่ดอกงิ้วแดงลอยฟ่อนอยู่บนผิวน้ำ....
สองสหายต่างพากันหยุดหาปลาและกลับบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้ชาวบ้านที่กำลังนั่งล้อมวงจักตอกในหมู่บ้านฟัง..
....รุ่งเช้าชาวบ้านเห็นผู้คนหมู่บ้านฝั่งตรงกันข้ามพากันลงงมหาศพหนุ่มคนหนึ่งที่ออกจากบ้านไปหาปลาแต่ไม่กลับบ้านตลอดคืน ..พบศพจมอยู่ในตมริมเกาะกลางแม่น้ำปิงเพราะพี่แกออกมาหาปลาเกิดเป็นลมชักฟุบลงในน้ำตายใกล้กับท่าน้ำที่ผีเอาดอกงิ้วแดงขว้างปาสองสหายนั่นเอง
เหตุการณ์ผีขว้างทรายก็จบลงเพียงเท่านี้ก่อนแลนายเฮย...

ตำนานผีล้านนาตอนนกผีสั่ง
สรีสวัสดีหมู่เฮายามใกล้ปี๋ใหม่เมือง..แถมบ่เมินผีปู่สังขานต์ก็จะล่องคนเฮาจะแก่ไปแถมปี๋หนึ้งหลังจากวันผัดที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๕. ๐๖ น.ซึ่งเป๋นวันพญาวันปู๊นก่อนเน้อจะเป็นเปิ้งงัว(เป้า)ขณะนี้วันที่ 1 เมษายน 2552 กำลังเป๋นปี๋หนู(ไจ้)ไปจนถึงวันปุ๊ดที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๒...
วกมาเรื่องผีๆแถมเมาะคิดถึงพวกเรามากๆ..มีเวลาก็มานั่งเล่าสู่กันฟังเพราะไปเมืองสามหมอกกับเพื่อนๆขณะที่นั่งรถไปไอ้เพื่อนมันก็เล่าเรื่องที่เขาพบด้วยตนเอง ตามรายทางแต่ละแห่งที่เคยมีเหตุการณ์ อย่างเช่นตอนที่ผ่านป่าเขาเล่าว่าตรงนี้แหละมาสองครั้ง เจ้านกผีมันก็มาทำเอาตกใจสองครั้งเหมือนดั่งแกล้ง
ไอ้ตัวผมก็เลยบอกว่าเออนั่นแหละนายเฮยเขาว่ากันคือนกผี เพราะเรามาว่าความให้แก่เจ้าทุกข์ที่มีเรื่องฟ้องร้องกันกับคนชาวดอย คนพวกนี้เขามีคุณไสย์ที่เรียกกันภาษาล้านนาว่าการตู้
ตู้คือการเสกสิ่งของให้เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วบินไปยังคนที่เป็นศัตรูคู่คดีความ
ใส่ คือการเสกสิ่งของใส่ในอาหาร น้ำให้ศัตรูพ่ายแพ้หรือเป็นอันตรายตามที่ต้องการ
เจ้าเพื่อนมันเลยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเขาว่า ครั้งแรกมาว่าความพาเอาเจ้าทุกข์นั่งมาด้วย พอผ่านโค้งเกิดมีนกตัวใหญ่มันบินเข้าโถมใส่ด้านหน้ารถดังสนั่นทุกคนตกใจ แต่พอหยุดรถลงดูก็ไม่เห็นมีอะไร เจ้านกตัวนั้นก็ไม่รู้จักว่ามันเป็นนกอะไร จะว่านกแร้งก็ไม่ใช่ นกยูงก็ไม่มี แต่ก็นั่นแหละเราก็นึกกันว่ามันเป็นเหตุที่สุดวิสัยก็พากันขับรถต่อไปจนว่าความเสร็จ ศาลสั่งนัดกันวันใหม่
ถึงวันนัดก็พากันมาตามเส้นทางเดิม พอผ่านป่าใจนึกอยากจะเปิดกระจกนั่งขับรถกินลม แต่ก็ลืมไปว่าครั้งก่อนใกล้ๆกันนี่แหละเคยมีนกบินลงชนกระจกหน้ารถ พอเปิดกระจกขับไปราวสองสามกิโลจู่ๆนกเจ้ากรรมบินเข้ามาขี้ราดลงตัก ทำเอาพวกเราตกใจ แต่นกเจ้ากรรมมันก็บินเล็ดรอดออกจากหน้าต่างรถออกไปหายแส้บหายสอย ต้องจอดรถลงล้างขี้นกในห้วยข้างถนน เสร็จแล้วก็ขับรถขึ้นศาลว่าความกันต่อไป
เหตุการณ์สองครั้งทำให้ต้องสืบเสาะให้รู้ว่ามันไม่ใช่นกธรรมดาแน่ คราวนี้แหละจึงพาคนที่มีคาถาอาคมมาด้วย จึงโล่งลอดปลอดตลอดทางเจ้านกผีสั่งไม่เห็นบินมารบกวน หรือว่าฝ่ายคดีความตรงกันข้ามไม่กล้าลองของ แต่ที่แน่ๆก็ชนะคดีความกันไปตามหวัง

ตำนานผีล้านนาตอนมีดแหกผีไอสูร
ก่อนที่จะเล่าเรื่องมีดแหกผีไอสูรก็ต้องขอสุมาอภัยพวกเราทั้งหลาย ละเว้นเป็นเวลาเนิ่นนานที่จะมาเล่าเรื่องผีๆ...
เพราะลุงหนานไปแสวงบุญที่เมืองเชียงตุง ไปถวายทานผ้าป่า ร่วมงานปอยหลวงฉลองพระวิหารแบบไทเขิน เพิ่งกลับมาก็เลยรีบมาเล่าขานตำนานผีล้านนาต่อจากเมื่อก่อน
อันว่าไอสูร หรือที่ผู้คนทั่วไปเรียกกันว่ารามสูรนั่นแหละครับ แต่ผู้คนล้านนาบางท้องถิ่นเรียกรามสูรนี้ว่าผีไอสูรเพราะมันไม่มีตัวตนเพียงแต่จู่ๆก็มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมา ก็เลยเหมาเอาว่าเป็นเรื่องของผีๆๆๆ ว่างั้นเถอะ
พวกเราคงได้เรียนเรื่องฟ้าร้องฟ้าผ่ากันมาแล้วว่า ฟ้าผ่าจะมีกระแสไฟฟ้าจากฟ้าลงมาสู่ดิน หากมันผ่าที่ใดที่นั่นก็จะต้องเสียหายแตกกระจายปี้ป่นแหลกลานเป็นแถบๆ แต่บางครั้งกระแสไฟฟ้ามันพุ่งจากดินขึ้นไปสู่ก้อนเมฆ อันนี้แหละมันกลับข้างกัน ทำให้กระแสไฟฟ้าจากดินสู่เบื้องบนไปปะทะกับสิ่งของใดๆ มันต้องแหลกลานไปเช่นกัน โดยเฉพาะกระแสไฟฟ้าหรือที่รามสูรยิงขึ้นฟ้านั้นผ่านต้นไม้ใด ย่อมทำให้ต้นไม้หรือบางครั้งอาจเป็นสัตว์ เช่น วัว ควาย ฯลฯ.ต้องเสียชีวิตลงฉับพลัน ต้นไม้ หรือสัตว์ที่เสียชีวิตเพราะไอสูรยิงนี้แหละ พ่อหมอ แม่หมอพื้นบ้านจะนำเอามาทำมีดแหก คือเอามีดมาลากครูดเบาๆตามผิวหนัง บวมพอง หรือเป็นอาการที่มีโรคใดโรคหนึ่ง
เมื่อทำรูปมีดแล้ว พ่อหมอ แม่หมอจะเขียนพระคาถาลงไปในมีด ในวันเดือนดับ (แรม 14หรือ 15 ค่ำ)เพราะถือว่ามันดับพิษ ภัย โรคร้ายต่างๆนั่นเอง
การเขียนพระคาถาลงบนมีดหมอหรือมีดแหก จะขึ้นต้นด้วยคำว่า..สะ หะ วะ........ ลงท้ายด้วยคำว่า ยะ...เมื่อเขียนเสร็จจะนำมีดหมอหรือมีดแหกไปไว้ที่หิ้งผีครู เมื่อมีคนไข้มาขอรักษาพ่อหมอ หรือแม่หมอจะนำมีดแหกมาเสกเป่า แล้วนำมีดกดลงที่จะแหก แล้วลากมีดลงมาตามพิธีกรรมเพื่อแหกดันเอาพิษร้ายออกจากร่างกาย คนไข้ก็จะหายจากอาการไข้ด้วยมีดแหกผีไอสูร
นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่งของการรักษาโรคด้วยความเชื่อเรื่องผีของผู้คนบางท้องถิ่นในล้านนา

ขอบคุณข้อมูลจาก http://gotoknow.org/blog/nhanphromma?page=3
ภาพ จาก google
อันว่าตำราล้านนาว่าด้วยเรื่องผีหัวหลวงนั้นมีมากหลายแหล่ ต่อนี้จักอู่เรื่องผีหัวหลวงล้านนาเกี่ยวกับก๋ารอยู่ของผีหัวหลวง หากผู้ใดสนใจ๋ก็เจิญอ่านเต๊อะว่าดั่งอี้เน้อ....
หากวันใดเมื่อใดผู้คนทั้งหลายจักกระทำพิธีอันเป๋นมังกะละมงคลห้ามเบ่นหน้าหรือหันหน้าไปทางทิศที่ผีหัวหลวงอยู่จักฉิบหาย จักเสียข้าวของเงินคำแต๊แหล่ บ่ว่าจักไปค้าขาย หรือไปเล่นเสี่ยงโชคลาภหื้อจ๋ำจื่อและพิจจารณาเอาเต๊อะ ทิศหรือตางที่ผีหัวหลวงอยู่มีดั่งนี้ว่าอั้น
วันอาติ๊ด(อาทิตย์)ผีหัวหลวงอยู่ปล๋ายไม้ ห้ามแหงนผ่อดูปล๋ายไม้เมื่อยามออกจากบ้าน
วันจั๋น(จันทร์)ผีหัวหลวงอยู่ตางทิศตะวันออกห้ามเตียวตางไปหากิ๋นหรือนั่งเบ่นหน้าผินหน้าไปทางนี้จักเสียทรัพย์ จักมีอนตะราย(อันตราย)
วันอังการ(อังคาร)ผีหัวหลวงอยู่ตางทิศตะวันตกห้ามเตียวทางหรือเบ่นหน้าไปทิศนี้บ่ดี เล่นก๋ารพนันก็หมดเสี้ยงเงินคำแต๊แหล่
วันปุ๊ด(พุธ)ผีหัวหลวงอยู่ตางทิศหนอากาศหมายว่ามันอยู่ในอากาศหั้นแล ห้ามขึ้นที่สูงจั้กตกมาต๋าย ห้ามเตียวทวนกระแส(อ่านขะแส)ลมวันนี้หากบ่อั้นจักเกิดพินาศเป๋นเสนียดจัญไรแก่ต๋นแล
วันผั้ด(พฤหัสบดี)ผีหัวหลวงอยู่บนฟ้า ห้ามแหงนผ่อฟ้าเวลายามเมื่อออกจากบ้านเกหา(เคหา)จักเป็นเสนียดแก่ต๋น ไปค้าขายก็บ่ได้ดั่งใจ๋ มันแก๋น(อับโชค)บ่มีไผมาซื้อสินค้าสินค้าเคิ้น(เหลือ)เน่าเสี้ยงแล
วันสุ้ก(ศุกร์)ผีหัวหลวงมันอยู่ตางทิศใต้ ห้ามออกบ้านทางทิศใต้หรือไปค้าขายเสี้ยงโชคทางนี้หรือนั่งเบ่นหน้าไปทิศใต้จั่กบ่จ๋ำเริญแหล่
วันเสา(เสาร์)ผีหัวหลวงอยู่ทิศเหนือห้ามไปแอ่วแหวงทางนี้หรือนั่งเบ่นหน้าหันหน้าไปทิศเหนือจั่กเป๋นตุ๊ก(ทุกข์) เสี่ยงโชคลาภก็บ่ได้แก๋นแต๊ๆว่าสะนี้แล....
มีเจี้ยเกี่ยวกับเรื่องแก๋นหรืออับโชคว่า
นายมอยมันเลี้ยงไก่ชนไว้ตั๋วนึ่ง เมื่อนำไปจาม(ทดลองชน)ก็ชนะทุกครั้ง ชนดี ลวดลายเก่งมีทั้งสอดทั้งแทง แต่เมื่อนำไปชนเล่นเงินเมื่อใดไก่เจ้ากรรมตัวนี้เป็นอันว่าก๊าน(แพ้)ทุกทีไป เพื่อนๆจึงบอกนายมอยว่าไก่มันแก๋นคือไก่บ่กิ๋นเงินหรือชนะ นายมอยจึงฆ่าแล้วเอาเนื้อไก่มาห่อหนึ้ง(ทำห่อหมก)ให้แม่บ้านนำห่อหนึ้งไปขาย แม่บ้านนำห่อหนึ้งเนื้อไก่แก๋นไปขายที่ตลาดนานเท่านานก็ไม่มีใครซื้อจึงนำกลับมาบ้านเผอิญระหว่างทางมีคนขอซื้อห่อหนึ้งทั้งหมด แต่พอขอรับเงินคนซื้อกลับบอกว่า " ขอแป๊ะก่อนเต๊อะ" (ขอเชื่อไว้ก่อนยังไม่มีเงิน)..แม่บ้านจึงเอ่ยว่า " เอ้อไก่แก๋นแต๊ว่า จนก็บ่ได้เงิน แป๋งห่อหนึ้งก็ยังโดนแป๊ะ"(ชนก็ไม่ได้เงินเอาเนื้อทำห่อหมกขายก็ยังขอเชื่อไว้ก่อน) ถะแลม..ถะแลมๆๆๆๆ
เรื่องผีหัวหลวงก็จบลงเท่านี้แล...ลุงหนานก็ขอลาไปก่อนแลนายเฮย
ตำนานผีล้านนาตอน"ผีดอกงิ้วแดง"
อย่างเข้าเดือนเจ็ดในล้านนาราวปี พ.ศ. 2512 คืนเดือนเสี้ยวแหว่งดวงด้านตะวันออก บรรยากาศชวนให้คนชอบหาปลาออกไปทอดแหตามริมฝั่งแม่น้ำปิง..
สองสหายพากันสะพายแห...ในมือถือก๋งสะติก(หนังสะติ๊ก)อาศัยแสงเดือนเสี้ยวเดินเลาะไปตามฝั่งแม่น้ำปิง พลันเห็นหนูพุกตัวโตกำลังกัดกินรากเหง้ากอต้นอ้ออย่างเอร็ดอร่อย..
"เฮ้ย..อ้ายจั๋น นั่นหนูพุก"...ยังไม่ทันลดเสียงแต่มืออ้ายจั๋นมันไวกว่ายิงหนังสะติกโพละเข้าให้..เจ้าหนูพุกตัวโตหล่นลงน้ำพร้อมกอรากอ้อ...
"ตายแน่นอน.."เสียงร้องสองสหายพร้อมกัน ขณะที่วิ่งเหยาะเข้าหาเป้าหมายร่องรอยน้ำกระเพื่อมที่หนูตกลงในน้ำ..
ระดับน้ำเพียงท่วมหลังเท้า แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของหนู น้ำที่กระเพื่อมระรอกกลับสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น....
ซ่า...ซ่า....ทรายเม็ดใหญ่น้อยถูกขว้างสาดเข้าใส่ถูกสองสหาย แต่เมื่อถูกตัวสองสหายตกลงน้ำเม็ดทรายกลายเป็นดอกงิ้วแดง..
ทั้งอ้ายจั๋นและอ้ายดีสองสหายรู้ทันทีตามประสบการณ์ที่เคยผ่านร้อนหนาวมาว่าผีเอากูแน่แล้ว รีบระนึก(ร่าย)พระคาถาชื่อว่า "ช้างน้ำน้อย"ที่ผู้คนหากินทางน้ำนับถือกันว่า" โอมจ๊างน้อยงาแดงแตงแม่น จ๊างน้อยแกว่นแตงเงา..." เท่านี้เองห่าฝนทรายที่ซัดสาดก็หยุดเหลือแต่ดอกงิ้วแดงลอยฟ่อนอยู่บนผิวน้ำ....
สองสหายต่างพากันหยุดหาปลาและกลับบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้ชาวบ้านที่กำลังนั่งล้อมวงจักตอกในหมู่บ้านฟัง..
....รุ่งเช้าชาวบ้านเห็นผู้คนหมู่บ้านฝั่งตรงกันข้ามพากันลงงมหาศพหนุ่มคนหนึ่งที่ออกจากบ้านไปหาปลาแต่ไม่กลับบ้านตลอดคืน ..พบศพจมอยู่ในตมริมเกาะกลางแม่น้ำปิงเพราะพี่แกออกมาหาปลาเกิดเป็นลมชักฟุบลงในน้ำตายใกล้กับท่าน้ำที่ผีเอาดอกงิ้วแดงขว้างปาสองสหายนั่นเอง
เหตุการณ์ผีขว้างทรายก็จบลงเพียงเท่านี้ก่อนแลนายเฮย...
ตำนานผีล้านนาตอนนกผีสั่ง
สรีสวัสดีหมู่เฮายามใกล้ปี๋ใหม่เมือง..แถมบ่เมินผีปู่สังขานต์ก็จะล่องคนเฮาจะแก่ไปแถมปี๋หนึ้งหลังจากวันผัดที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๕. ๐๖ น.ซึ่งเป๋นวันพญาวันปู๊นก่อนเน้อจะเป็นเปิ้งงัว(เป้า)ขณะนี้วันที่ 1 เมษายน 2552 กำลังเป๋นปี๋หนู(ไจ้)ไปจนถึงวันปุ๊ดที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๒...
วกมาเรื่องผีๆแถมเมาะคิดถึงพวกเรามากๆ..มีเวลาก็มานั่งเล่าสู่กันฟังเพราะไปเมืองสามหมอกกับเพื่อนๆขณะที่นั่งรถไปไอ้เพื่อนมันก็เล่าเรื่องที่เขาพบด้วยตนเอง ตามรายทางแต่ละแห่งที่เคยมีเหตุการณ์ อย่างเช่นตอนที่ผ่านป่าเขาเล่าว่าตรงนี้แหละมาสองครั้ง เจ้านกผีมันก็มาทำเอาตกใจสองครั้งเหมือนดั่งแกล้ง
ไอ้ตัวผมก็เลยบอกว่าเออนั่นแหละนายเฮยเขาว่ากันคือนกผี เพราะเรามาว่าความให้แก่เจ้าทุกข์ที่มีเรื่องฟ้องร้องกันกับคนชาวดอย คนพวกนี้เขามีคุณไสย์ที่เรียกกันภาษาล้านนาว่าการตู้
ตู้คือการเสกสิ่งของให้เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วบินไปยังคนที่เป็นศัตรูคู่คดีความ
ใส่ คือการเสกสิ่งของใส่ในอาหาร น้ำให้ศัตรูพ่ายแพ้หรือเป็นอันตรายตามที่ต้องการ
เจ้าเพื่อนมันเลยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเขาว่า ครั้งแรกมาว่าความพาเอาเจ้าทุกข์นั่งมาด้วย พอผ่านโค้งเกิดมีนกตัวใหญ่มันบินเข้าโถมใส่ด้านหน้ารถดังสนั่นทุกคนตกใจ แต่พอหยุดรถลงดูก็ไม่เห็นมีอะไร เจ้านกตัวนั้นก็ไม่รู้จักว่ามันเป็นนกอะไร จะว่านกแร้งก็ไม่ใช่ นกยูงก็ไม่มี แต่ก็นั่นแหละเราก็นึกกันว่ามันเป็นเหตุที่สุดวิสัยก็พากันขับรถต่อไปจนว่าความเสร็จ ศาลสั่งนัดกันวันใหม่
ถึงวันนัดก็พากันมาตามเส้นทางเดิม พอผ่านป่าใจนึกอยากจะเปิดกระจกนั่งขับรถกินลม แต่ก็ลืมไปว่าครั้งก่อนใกล้ๆกันนี่แหละเคยมีนกบินลงชนกระจกหน้ารถ พอเปิดกระจกขับไปราวสองสามกิโลจู่ๆนกเจ้ากรรมบินเข้ามาขี้ราดลงตัก ทำเอาพวกเราตกใจ แต่นกเจ้ากรรมมันก็บินเล็ดรอดออกจากหน้าต่างรถออกไปหายแส้บหายสอย ต้องจอดรถลงล้างขี้นกในห้วยข้างถนน เสร็จแล้วก็ขับรถขึ้นศาลว่าความกันต่อไป
เหตุการณ์สองครั้งทำให้ต้องสืบเสาะให้รู้ว่ามันไม่ใช่นกธรรมดาแน่ คราวนี้แหละจึงพาคนที่มีคาถาอาคมมาด้วย จึงโล่งลอดปลอดตลอดทางเจ้านกผีสั่งไม่เห็นบินมารบกวน หรือว่าฝ่ายคดีความตรงกันข้ามไม่กล้าลองของ แต่ที่แน่ๆก็ชนะคดีความกันไปตามหวัง
ตำนานผีล้านนาตอนมีดแหกผีไอสูร
ก่อนที่จะเล่าเรื่องมีดแหกผีไอสูรก็ต้องขอสุมาอภัยพวกเราทั้งหลาย ละเว้นเป็นเวลาเนิ่นนานที่จะมาเล่าเรื่องผีๆ...
เพราะลุงหนานไปแสวงบุญที่เมืองเชียงตุง ไปถวายทานผ้าป่า ร่วมงานปอยหลวงฉลองพระวิหารแบบไทเขิน เพิ่งกลับมาก็เลยรีบมาเล่าขานตำนานผีล้านนาต่อจากเมื่อก่อน
อันว่าไอสูร หรือที่ผู้คนทั่วไปเรียกกันว่ารามสูรนั่นแหละครับ แต่ผู้คนล้านนาบางท้องถิ่นเรียกรามสูรนี้ว่าผีไอสูรเพราะมันไม่มีตัวตนเพียงแต่จู่ๆก็มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมา ก็เลยเหมาเอาว่าเป็นเรื่องของผีๆๆๆ ว่างั้นเถอะ
พวกเราคงได้เรียนเรื่องฟ้าร้องฟ้าผ่ากันมาแล้วว่า ฟ้าผ่าจะมีกระแสไฟฟ้าจากฟ้าลงมาสู่ดิน หากมันผ่าที่ใดที่นั่นก็จะต้องเสียหายแตกกระจายปี้ป่นแหลกลานเป็นแถบๆ แต่บางครั้งกระแสไฟฟ้ามันพุ่งจากดินขึ้นไปสู่ก้อนเมฆ อันนี้แหละมันกลับข้างกัน ทำให้กระแสไฟฟ้าจากดินสู่เบื้องบนไปปะทะกับสิ่งของใดๆ มันต้องแหลกลานไปเช่นกัน โดยเฉพาะกระแสไฟฟ้าหรือที่รามสูรยิงขึ้นฟ้านั้นผ่านต้นไม้ใด ย่อมทำให้ต้นไม้หรือบางครั้งอาจเป็นสัตว์ เช่น วัว ควาย ฯลฯ.ต้องเสียชีวิตลงฉับพลัน ต้นไม้ หรือสัตว์ที่เสียชีวิตเพราะไอสูรยิงนี้แหละ พ่อหมอ แม่หมอพื้นบ้านจะนำเอามาทำมีดแหก คือเอามีดมาลากครูดเบาๆตามผิวหนัง บวมพอง หรือเป็นอาการที่มีโรคใดโรคหนึ่ง
เมื่อทำรูปมีดแล้ว พ่อหมอ แม่หมอจะเขียนพระคาถาลงไปในมีด ในวันเดือนดับ (แรม 14หรือ 15 ค่ำ)เพราะถือว่ามันดับพิษ ภัย โรคร้ายต่างๆนั่นเอง
การเขียนพระคาถาลงบนมีดหมอหรือมีดแหก จะขึ้นต้นด้วยคำว่า..สะ หะ วะ........ ลงท้ายด้วยคำว่า ยะ...เมื่อเขียนเสร็จจะนำมีดหมอหรือมีดแหกไปไว้ที่หิ้งผีครู เมื่อมีคนไข้มาขอรักษาพ่อหมอ หรือแม่หมอจะนำมีดแหกมาเสกเป่า แล้วนำมีดกดลงที่จะแหก แล้วลากมีดลงมาตามพิธีกรรมเพื่อแหกดันเอาพิษร้ายออกจากร่างกาย คนไข้ก็จะหายจากอาการไข้ด้วยมีดแหกผีไอสูร
นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่งของการรักษาโรคด้วยความเชื่อเรื่องผีของผู้คนบางท้องถิ่นในล้านนา
ขอบคุณข้อมูลจาก http://gotoknow.org/blog/nhanphromma?page=3
ภาพ จาก google
สะโป๊ก เมืองแป้
สะโป้ก เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ซึ่งเป็นการละเล่นที่ทำให้เกิดเสียงดัง ต้นกำเนิดเสียงเกิดจากอุปกรณ์ง่ายๆ ที่ได้จากธรรมชาติ ใช้เชื้อเพลิงที่เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซหรือไอได้ เพื่อเป็นตัวนำปะทุทำให้เกิดเสียงดัง เข้าใจว่าการละเล่นที่ทำให้เกิดเสียงดังนั้น คงเกิดจากการเรียนรู้จากธรรมชาติ เช่น ลำไม้ไผ่ที่ได้รับความร้อน เมื่อเกิดไฟป่าจะแตกแล้วเกิดเสียงดังขึ้น ต่อมาจึงได้มีการตัดไม้ไผ่ใส่กองไฟ เพื่อให้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นเช่นเดียวกันที่เกิดขึ้นกับปรากฏกาณ์ตามธรรมชาติ ในเวลาต่อมาได้มีการคิดวิธีที่ทำให้เกิดเสียงดังโดยใช้เชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ จนคิดประดิษฐ์สะโป้กขึ้น
อุปกรณ์
๑. ไม้ไผ่ที่มีเนื้อไม้หนาประมาณ ๑ เซนติเมตร ยาว ๔-๕ ปล้อง เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕-๖ นิ้ว (ไม้ไผ่ที่มีเนื้อบาง จะทำให้สะโป้กแตกง่าย นิยมใช้ไม้ซาง , ไม้บง)
๒. แก๊ซก้อน (อะซิทีลีน) หรือน้ำมันเบนซิน
วิธีทำ
๑. ตัดไม้ไผ่ยางยาวประมาณ ๔-๕ ปล้อง (ปล้องสุดท้ายตัดห่างจากข้อประมาณ ๕-๖ นี้ว หรือมากกว่านี้ เพื่อเป็นฐานสะโป้ก)
๒. ทะลุปล้องไม้ไผ่ให้เหลือปล้องสุดท้ายไว้
๓. เจาะรูที่ปล้องสุดท้ายเหนือข้อขึ้นไปประมาณ ๒-๓ นิ้วรูกว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร
วิธีการเล่น
วางสะโป้กให้ตั้งเอียง นำน้ำมันเบนซินใส่ในรูที่เจาะไว้พอประมาณ (๓-๔ ลูกบาศก์เซ็นติเมตร) แล้วเอาไฟจุดที่รูน้ำมันจะติดไฟอย่างรวดเร็วในพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดแรงอัดระเบิดเสียงดังขึ้น และสามารถจุดได้หลายครั้งจนไอน้ำมันมีน้อยไม่เพียงพอให้เกิดเสียงดังได้ จึงเติมน้ำมันอีก ในกรณีใช้ก๊าซก้อน นำก๊าซก้อนประมาณหัวแม่มือใส่ในสะโป้ก น้ำใส่ในรูเล็กน้อย ก๊าซก้อนทำปฏิกิริยากับน้ำทำให้เกิดไอ จึงจุดไฟที่รูเช่นเดียวกับวิธีใช้เบนซิน (ไฟที่ใช้จุดต้องมีเปลว เช่น เทียนควรต่อก้านไฟชนวนให้ยาว และนำลวดพันรอบไม้ไผ่ให้แน่นหนา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากสะโป้กแตกได้)
โอกาสที่เล่น
สะโป้กใช้เล่นในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์) ตั้งแต่คือวันที่ ๑๒ เมษายน จนย่างเข้าวันที่ ๑๓เมษายน ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาว่าเป็นการส่งสังขารให้ล่วงพ้นไปกับปีเก่า ต้อนรับชีวิตที่ดีขึ้นในวันปีใหม่ นอกจากโอกาสวันสงกรานต์แล้วไม่นิยมเล่นสะโป้ก
คุณค่าของการเล่นสะโป้ก
เสียงสะโป้ก ย้ำเตือนให้ทราบว่าปีเก่าได้ผ่านไป และปีใหม่ย่างเข้ามา เป็นการเตือนให้ชาวล้านนาเตรียมจิตใจให้ผ่องใส ตั้งมั่นในความดีงาม ทำความสะอาดบ้านเรือน เพื่อต้อนรับสิ่งที่ดีในวันปีใหม่ต่อไป
อุปกรณ์
๑. ไม้ไผ่ที่มีเนื้อไม้หนาประมาณ ๑ เซนติเมตร ยาว ๔-๕ ปล้อง เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕-๖ นิ้ว (ไม้ไผ่ที่มีเนื้อบาง จะทำให้สะโป้กแตกง่าย นิยมใช้ไม้ซาง , ไม้บง)
๒. แก๊ซก้อน (อะซิทีลีน) หรือน้ำมันเบนซิน
วิธีทำ
๑. ตัดไม้ไผ่ยางยาวประมาณ ๔-๕ ปล้อง (ปล้องสุดท้ายตัดห่างจากข้อประมาณ ๕-๖ นี้ว หรือมากกว่านี้ เพื่อเป็นฐานสะโป้ก)
๒. ทะลุปล้องไม้ไผ่ให้เหลือปล้องสุดท้ายไว้
๓. เจาะรูที่ปล้องสุดท้ายเหนือข้อขึ้นไปประมาณ ๒-๓ นิ้วรูกว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร
วิธีการเล่น
วางสะโป้กให้ตั้งเอียง นำน้ำมันเบนซินใส่ในรูที่เจาะไว้พอประมาณ (๓-๔ ลูกบาศก์เซ็นติเมตร) แล้วเอาไฟจุดที่รูน้ำมันจะติดไฟอย่างรวดเร็วในพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดแรงอัดระเบิดเสียงดังขึ้น และสามารถจุดได้หลายครั้งจนไอน้ำมันมีน้อยไม่เพียงพอให้เกิดเสียงดังได้ จึงเติมน้ำมันอีก ในกรณีใช้ก๊าซก้อน นำก๊าซก้อนประมาณหัวแม่มือใส่ในสะโป้ก น้ำใส่ในรูเล็กน้อย ก๊าซก้อนทำปฏิกิริยากับน้ำทำให้เกิดไอ จึงจุดไฟที่รูเช่นเดียวกับวิธีใช้เบนซิน (ไฟที่ใช้จุดต้องมีเปลว เช่น เทียนควรต่อก้านไฟชนวนให้ยาว และนำลวดพันรอบไม้ไผ่ให้แน่นหนา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากสะโป้กแตกได้)
โอกาสที่เล่น
สะโป้กใช้เล่นในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์) ตั้งแต่คือวันที่ ๑๒ เมษายน จนย่างเข้าวันที่ ๑๓เมษายน ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาว่าเป็นการส่งสังขารให้ล่วงพ้นไปกับปีเก่า ต้อนรับชีวิตที่ดีขึ้นในวันปีใหม่ นอกจากโอกาสวันสงกรานต์แล้วไม่นิยมเล่นสะโป้ก
คุณค่าของการเล่นสะโป้ก
เสียงสะโป้ก ย้ำเตือนให้ทราบว่าปีเก่าได้ผ่านไป และปีใหม่ย่างเข้ามา เป็นการเตือนให้ชาวล้านนาเตรียมจิตใจให้ผ่องใส ตั้งมั่นในความดีงาม ทำความสะอาดบ้านเรือน เพื่อต้อนรับสิ่งที่ดีในวันปีใหม่ต่อไป
ซ่าจิ๊น กั๋น
1. เนื้อควาย 200 กรัม
2. เครื่องใน 200 กรัม
3. พริกลาบ 3 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำเพี้ยต้ม 2 ช้อนโต๊ะ
5. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
6. หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
7. กระเทียมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
8. ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
9. ผักไผ่ซอย 1 ถ้วย
10. ผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ
11. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
ส้าจิ๊น คือส้าเนื้อ ส่วนผสมหลักคือ เนื้อควายหรือเนื้อวัวสด และเครื่องใน สำหรับเครื่องใน นิยมนำมาต้มก่อนปรุง ใช้เครื่องปรุง เป็นพริกลาบ เช่นเดียวกับลาบชนิดต่างๆ ถ้าทำเลี้ยงแขกตอนดึกหรือเช้าตรู่ สำหรับงานเลี้ยงที่มีการชำแหล่ะหมู วัว หรือควาย ส้าจิ๊นที่ทำตอนดึก เรียกกันว่า ส้าดึก ((ประธาน นันไชยศิลป์, สัมภาษณ์, 3 กรกฎาคม 2550; รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 6806)
1. ใช้มีดทุบเนื้อก่อนนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ
2. ซอยเครื่องในเป็นชิ้นบาง ๆ
3. ลวกเครื่องในให้พอสะดุ้ง พักไว้
4. ละลายน้ำเพี้ยและพริกลาบเข้าด้วยกัน ใส่เนื้อ คนให้เข้ากัน
5. ใส่เครื่องใน คนให้เข้ากัน
6. ใส่หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ผักไผ่ และผักชีต้นหอม คลุกเคล้าให้เข้ากัน
เคล็ดลับในการปรุง
หากไม่มีน้ำเพี้ย ใช้น้ำต้มเครื่องในแทนได้ หากชอบรสขม ให้ใส่น้ำดีลงไป
ถ้าไม่ชอบเนื้อดิบ ก็ต้มก่อนก็ได้
เคล็ดลับในการเลือกเครื่องปรุง
เนื้อที่ใช้ ถ้าจะให้อร่อย ต้องเป็นเนื้อแดงที่ไม่ติดมันหรือเอ็น
พริกลาบ ต้องใช้ที่ทำเสร็จใหม่ ๆ เพราะจะหอมกว่าที่เก็บไว้นานแล้ว
รัตนา พรหมพิชัย. (2542). ส้า. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม 13, หน้า6806). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/detail_lannafood.php?id_food=176
คนแป้ แห่ระเบิด
ตำนานเรื่อง “เมืองแพร่ แห่ระเบิด”
โดยนาย ณรงค์จัน ทรางกรู ผู้เขียน/พิมพ์ เผยแพร่
[/b] [/color] [/size][/size]
เมื่อประมาณ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว (พ.ศ.๒๕๐๔ - ๒๕๐๘) ผม (นายณรงค์ จันทรางกรู) ไปทำงานที่เมืองน่าน
ทันทีที่เดินทางถึงที่ทำงาน ถูกทักทายเชิงล้อเลียนว่า “เมืองแพร่แห่ระเบิด” และถูกทักทายเสมอเมื่อพบปะผู้คนในท้องถิ่น
ผมก็ไม่รู้ความหมาย ได้แต่หัวเราะแหะๆล่าสุดเมื่อ ๒-๓ เดือนมานี้ (พ.ศ.๒๕๕๒) ผมมีเรื่องราวที่ต้องคิดต่อประสานงานกับ
คนเมืองเชียงใหม่ (สุภาพสตรี) ทั้งๆที่เคยพบหน้ากันครั้งแรก คำทักทายของเขาก็คือ “เมือแพร่แห่ระเบิด”
ผมจึงเกิดความคิดว่าจะต้องศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร หมายความว่าอย่างไร
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆก็รู้สึกสงสารคนรุ่นลูก รุ่นหลาน เกรงว่าเขาจะได้รับความอับอายเกิดปมด้อยที่เกิดมาเป็นคนเมืองแพร่
เป็นตัวตลกที่ถูกทักทายเชิงล้อเลียนอยู่เสมอเช่นนี้ จึงเริ่มการดำเนินสืบเสาะ สอบถามบุคคลทั่วๆไปจนทราบว่า
เรื่องนี้มันเกิดขึ้นในท้องที่ อ.สอง จ.แพร่ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบ ๖๕ ปีมาแล้ว ผมจึงได้ไปพบพี่อั๋น หรือ
คุณสุรินทร์ โสภารัตนานันท์ อดีตสจ.หลายสมัย และอดีตเสรีไทยแพร่ บ้านเดิมอยู่หนองม่วงไข่ ปัจจุบันอยู่ที่บ้านตรงข้ามสนามกีฬา
อ.ลอง จ.แพร่ เป็นผู้รู้เรื่องนี้ดี จึงได้พาพบไปพบใครต่อใครหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และอยู่ในเหตุการณ์กับเรื่องนี้เพื่อสอบถามเรื่องราว
ความเป็นมาอย่างไรแล้วนำเรื่องราวนั้นมาปะติดปะต่อเป็นเรื่องใหม่ เพื่อร่ายต่อความเข้าใจและลำดับเหตุการณ์ได้ถูกต้องบุคคลที่คุณสุรินทร์
พาผมไปพบมีตัวตน และที่อยู่ชัดเจน อยู่ในเหตุการณ์จริงไม่ใช่ฟังเขาเล่าต่อมาอีกที ได้แก่
๑. พระสยุท์สากล อติพัทโท เจ้าอาวาสวัดแม่ลานเหนือ ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่
๒. นายสม ไชยแก้ว บ้านเลขที่ ๖๙ หมู่ ๙ ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่
๓. นายสมาน หมื่นขัน บ้านเลขที่ ๙๒/๖ หมู่ ๔ แม่ลานพัฒนา ต.ห้วยอ้อ
บุคคลทั้ง 3 ต่างเล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมที่ นายหลง มโนมูล คนงานรถไฟสถานีแก่งหลวง
ได้ไปพบซากระเบิดที่ทิ้งจากเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่นำระเบิดมาทิ้งเพื่อทำลายสะพานรถไฟข้ามน้ำแม่ต้า (อยู่ระหว่างสถานีรถไฟเด่นชัย อ.เด่นชัย กับสถานีรถไฟบ้านปิน อ.ลอง) เพื่อสกัดการเดินทางของญี่ปุ่นเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ปีพ.ศ.๒๔๘๔ - ๒๔๘๘)
เป็นคนแรก จึงได้มาบอกนายสมาน หมื่นขันทราบ นายสมานฯจึงได้ไปดู และขอความช่วยเหลือจากคนงานรถไฟสถานีรถไฟแก่งหลวงที่อยู่ใกล้เคียง ได้แก่ นายชุ่ม ขันแก้ว นายชัยวัฒน์ พึ่งพอง นายพินิจ สุทธิสุข นายย้าย ปัญญาทอง ให้มาช่วยกันขุดขึ้นมาจากหลุมทรายที่ถับถมอยู่มีจำนวน ๒ ลูก (มีขนาดความโตกว่าถังแก๊สชนิดยาว) และทำการถอดชะนวนระเบิดออกแล้วใช้เลื่อยตัดเหล็กตัดส่วนหางของลูกระเบิดควักเอาเผ่า (ดินระเบิด) ออกแล้วเอาเผ่า (ดินระเบิด) ที่ควักออกมาได้นำไปประกอบสร้างระเบิดลูกเล็กๆขึ้นใหม่ได้หลายลูก แล้วเอาไประเบิดปลาที่แม่น้ำยม (ห้วยแม่ต้าไหลลงสู่แม่น้ำยมใกล้แก่งหลวง) ได้ปลามากินมากมายแล้วช่วยกันยกขึ้นใส่ล้อ (เกวียน) ลากมาพักไว้ที่บ้านแม่ลู้
ต. บ้านปิน ความหนักของลูกระเบิดที่นำขึ้นบรรทุกล้อ(เกวียน)ถึงกับทำให้ซ้างล้อ(คานของเกวียน) หักต้องเปลี่ยนใหม่
(และวันที่เปิดพิพิธภัณฑ์เสรีไทยแพร่ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ ทางพิพิธภัณฑ์ได้ขอยืมลูกระเบิดของจริงจากวัดนาตุ้มนำมาแสดงโชว์ต้องใช้คนงานถึง ๖ คนจึงยกขึ้นใส่ปิ๊คอัพได้ นับว่ามีน้ำหนักมากคงจะหลายร้อยกิโลกรัม)
ส่วนระเบิดลูกที่ ๓ ช่วยกันขุดด้วยแรงคนไม่ได้เพราะจมอยู่ในหลุมทรายลึกมาก จึงได้ไปตามนายบุญมาอินปันดี ซึ่งเป็นเจ้าของช้างลากไม้ในป่าบริเวณใกล้เคียง ให้นำช้างมาลากลูกระเบิดขึ้นจากหลุมได้ทำการถอดชนวน ตัดหาง และควักเอาเผ่า(ดินระเบิด)ออกบรรทุก(ล้อเกวียน)มาสบทบกันอีก ๒ ลูกที่นำออกมาก่อนแล้วที่บ้านแม่ลู้ ต. บ้านปิน
จากนั้นก็ลากโดยบรรทุกล้อ(เกวียน)มุ่งเข้าสู่หมู่บ้าน ชาวบ้านสองข้างทางทราบว่าข่าว และเห็นล้อ(เกวียน)บรรทุกลูกระเบิดตามกันมา ๓ คันต่างก็เดินตามกันมา เป็นขบวนยาว ผ่านหน้าบ้านผู้ใดต่างก็เดินเข้ามาสบทบเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยจนมาถึงบ้านแม่ลานเหนือใกล้วัด ชาวบ้านยิ่งออกมาดูกันมากขึ้น ชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่อยู่ใกล้วัดได้นำฆ้อง -กลองยาว-ฉิ่ง-ฉาบออกมาต้อนรับขบวนแห่เหมือนกันต้อนรับขบวนของ กฐิน หรือผ้าป่าทำนองนั้นแล้วแห่เข้าวัดทำการถวายลูกระเบิดให้เป็นสมบัติของวัดเพื่อเป็นระฆัง
ส่วนระเบิดลูกที่ ๒ ขบวนแห่นำไปถวายที่วัดศรีดอนคำ ต.ห้วยอ้อ สำหรับระเบิดลูกที่ ๓ ขบวนแห่นำไปถวายวัดนาตุ้ม ต.บ่อเหล็กลอง ซึ่งเป็นบ้านเดิมของนางจันทร์ฯผู้เป็นภรรยาของนายบุญมา อินปันดี เจ้าของช้างปัจจุบัน(ปีพ.ศ.๒๕๕๒) ลูกระเบิดลูกที่ ๑ เก็บไว้ที่วัดแม่ลานเหนือ ต.ห้วยอ้อ ลูกระเบิดลูกที่ ๒ เก็บไว้ที่วัดศรีดอนคำ ต.ห้วยอ้อ ส่วนระเบิดลูกที่ ๓ เก็บไว้ที่วัดหน้าตุ้ม ต. บ่อเหล็กลอง ทางวัดได้จัดสร้างหอระฆังสูงไว้รองรับสวยงามมาก(ดังรูปภาพ)ส่วนลูกที่ ๒ ทางวัดยังไม่ได้สร้างหอไว้รองรับ ต่อไปคงจะต้องสร้าง สำหรับระเบิดลูกที่ ๑ เก็บแขวนไว้ใต้ถุนกุฏิ
แต่หลังจากมีผู้นิยมเล่นของเก่าชนิดหายากและแปลกๆได้มาขอซื้อโดยเสนอในราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาท)ชาวบ้านจึงเห็นว้ามีราคามากจึงมติว่าไม่ขาย และเกิดหวงแหนเห็นคุณค่า เกรงจะถูกลักขโมย จึงได้สร้างห้องลูกกรงเหล็กดัดล้อมรอบไว้ และต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ต่อไปคงต้องสร้างหอไว้รองรับ สียงระฆังดังก้องกังวานได้ยินไปไกลมาก ตามเรื่องราวดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นเรื่องที่มาของคำว่า
“เมืองแพร่แห่ระเบิด” คนแพร่ที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดแต่อย่างใดแถมยังนำไปใช้ประโยชน์ได้ถึง ๒ อย่างคืออย่างแรกเอาเผ่า (ดินระเบิด) ที่ควักออกไปประกอบเป็นระเบิดลูกเล็กๆได้อีกหลายลูกแล้วเอาไประเบิดปลาที่แม่น้ำยม ได้ปลามากินเป็นอาหารจำนวนมาก ส่วนประโยชน์ที่ ๒ ได้นำไปใช้เป็นระฆังของวัดได้ถึง ๓วัด หากว่ากองทัพอเมริกันพบว่าชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ในเรื่องวัตถุระเบิด สามารถใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น นำเอาอาวุธประสิทธิภาพสูงสุดและดัดแปลงมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่า จะต้องทึ่ง และชื่นชม จึงนับเป็นความภาคภูมิใจของคนเมืองแพร่แม้แต่ชาวต่างประเทศ (อเมริกัน)ยังให้ความชื่นชมลูก-หลานคนเมืองแพร่จงยิ้มรับความภาคภูมิใจที่ได้รับความภาคภูมิใจที่ได้รับการทักทายเช่นนั้นเมื่อรู้ความจริงแล้วไม่ต้องอับอายหรือเกิดปมด้อยแต่อย่างใด ให้คิดเสียว่าเขาทักทายด้วยความชื่นชมเรื่องนี้ถือเป็นเกียรติประวัติของคนเมืองแพร่ต้องขอขอบคุณเขาด้วยซ้ำ (ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อมูลในเรื่องนี้)
ณรงค์ จันทรางกรู
๑ หมู่ ๗ ถนนแพร่-ลอง ตำบลป่าแมต อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ๕๔๐๐๐
คนเมืองแพร่ /ผู้เขียนเรียบเรียงเรื่องราว
โค๊ค Blue Screen ความของเเต่ละโค๊ด..
โค๊ค Blue Screen ความของเเต่ละโค๊ด..
ที่มา http://pc-thai.net โดยคุณ Uncle

คำว่า Blue Screen คนเล่นคอม จะรู้จักดีและเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวไม่อยากให้เกิดกับเครื่องของตน เพราะถ้าเกิดนั้นเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคอมของตนเริ่มมีปัญหา แต่ที่น่าเจ็บใจคือมันบอกเป็นเลขรหัสที่เราๆ ท่านๆ ต้องงงเพราะไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร และจะมีทางแก้ไขอย่างไร ผมไปอ่านเจอมาว่าแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร ก็ลองแปลมาให้คุณๆ ได้อ่าน คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ได้บ้าง รหัสที่แจ้งของ Blue Screen จริงๆมีเกินร้อยตัว
1.(stop code 0X000000BE) Attempted Write To Readonly Memory
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการลง driver หรือ โปรแกรม หรือ service ที่ผิดพลาด เช่น ไฟล์บางไฟล์เสีย ไดร์เวอร์คนละรุ่นกัน ทางแก้ไขให้ uninstall โปรแกรมตัวที่ลงก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ ถ้าเป็นไดร์เวอร์ก็ให้ทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวเก่ามาใช้ หรือ หาไดร์เวอร์ที่ล่าสุดมาลง (กรณีที่มีใหม่กว่า) ถ้าเป็นพวก service ต่างๆที่เราเปิดก่อนเกิดปัญหาก็ให้ทำการปิด หรือ disable ซะ
2.(stop code 0X000000C2) Bad Pool Caller
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
ตัวนี้จะคล้ายกับตัวข้างบน แต่เน้นที่พวก hardware คือเกิดจากอัฟเกรดเครื่องพวก Hardware ต่าง เช่น ram ,harddisk การ์ดต่างๆ ไม่ compatible กับ XP ทางแก้ไขก็ให้เอาอุปกรณ์ที่อัฟเกรดออก ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้ลงไดร์เวอร์ หรือ อัฟเดท firmware ของอุปกรณ์นั้นใหม่ และคำเตือนสำหรับการจะอัฟเดท ให้ปิด anti-virus ด้วยนะครับ เดียวมันจะยุ่งเพราะพวกโปรแกรม anti-virus มันจะมองว่าเป็นไวรัส
3.(stop code 0X0000002E) Data Bus Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการส่งข้อมูลที่เรียกว่า BUS ของฮาร์ดแวร์เสียหาย ซึ่งได้แก่ ระบบแรม ,cache L2 ของซีพียู , เมมโมรีของการ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์ทำงานหนักถึงขั้น error (ร้อนเกินไป) และเมนบอร์ดเสีย
4.(stop code 0X000000D1)Driver IRQL Not Less Or Equal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์กับ IRQ(Interrupt Request ) ไม่ตรงกัน การแก้ไขก็เหมือนกับ error ข้อที่ 1
5. (stop code 0X0000009F)Driver Power State Failure
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจาก ระบบการจัดการด้านพลังงานกับไดรเวอร์ หรือ service ขัดแย้งกัน เมื่อคุณให้คอมทำงานแบบ"hibernate" แนวทางแก้ไข ถ้าวินโดวส์แจ้ง error ไดร์เวอร์หรือ service ตัวไหนก็ให้ uninstall ตัวนั้น หรือจะใช้วิธี Rollback driver หรือ ปิดระบบจัดการพลังงานของวินโดวส์ซะ
6.(stop code 0X000000CE) Driver Unloaded Without Cancelling Pending Operations
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์ปิดตัวเองทั้งๆ ทีวินโดวส์ยังไม่ได้สั่ง การแก้ไขให้ทำเหมือนข้อ 1
7.(stop code 0X000000F2)Hardware Interrupt Storm
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่เกิดจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น USB หรือ SCSI controller จัดตำแหน่งกับ IRQ ผิดพลาด สาเหตุจากไดร์เวอร์หรือ firmware การแก้ไขเหมือนกับข้อ 1
8.(stop code 0X0000007B)Inaccessible Boot Device
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้จะมักเจอตอนบูตวินโดวส์ จะมีข้อความบอกว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลของไฟล์ระบบหรือ boot partitions ได้ ให้ตรวจฮาร์ดดิสก์ว่าปกติหรือไม่ สายแพหรือสายไฟที่เข้าฮาร์ดดิสก์หลุดหรือไม่ ถ้าปกติดีก็ให้ตรวจไฟล์ boot.ini อาจจะเสีย หรือไม่ก็มีการทำงานแบบmulti OS ให้ตรวจดูว่าที่ไฟล์นี้อาจเขียน config ของ OS ขัดแย้งกัน
อีกกรณีหนึ่งที่เกิด error นี้ คือเกิดขณะ upgrade วินโดวส์ สาเหตุจากมีอุปกรณ์บางตัวไม่ compatible ให้ลองเอาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นหรือคิดว่ามีปัญหาออก เมื่อทำการ upgrade วินโดวส์ เรียบร้อย ค่อยเอาอุปกรณ์ที่มีปัญหาใส่กลับแล้วติดตั้งด้วยไดร์เวอร์รุ่นล่าสุด
9. (stop code 0X0000007A) Kernel Data Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดมีปัญหากับระบบ virtual memory คือวินโดวส์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ swapfile ได้ สาเหตุอาจเกิดจากฮาร์ดดิสก์เกิด bad sector, เครื่องติดไวรัส, ระบบ SCSI ผิดพลาด, RAM เสีย หรือ เมนบอร์ดเสีย
10. (stop code 0X00000077) Kernel Stack Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการและสาเหตุเดียวกับข้อ 9
เมื่อ: 10 กันยายน 2006, 14:49:00
-----------------------------------------------------------------
---------------
11.(stop code 0X0000001E) Kmode Exception Not Handled
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดของไดร์เวอร์ หรือ service กับ หน่วยความจำ และ IRQ ถ้ามีรายชื่อของไฟล์หรือ service แสดงออกมากับ error นี้ให้ทำการ uninstall โปรแกรมหรือทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวนั้น
ถ้ามีการแจ้งว่า error ที่ไฟล์ win32k สาเหตุเกิดจาก การ control software ของบริษัทอื่นๆ (Third-party) ที่ไม่ใช้ของวินโดวส์ ซึ่งมักจะเกิดกับพวก Networking และ Wireless เป็นส่วนใหญ่
Error นี้อาจจะเกิดสาเหตุอีกอย่าง นั้นคือการ run โปรแกรมต่างๆ แต่หน่วยความจำไม่เพียงพอ
12.(stop code 0X00000079)Mismatched Hal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานผิดพลาดของ Hardware Abstraction Layer (HAL) มาทำความเข้าใจกับเจ้า HAL ก่อน HAL มีหน้าที่เป็นตัวจัดระบบติดต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ว่าแอปพล
ิเคชั่นตัวไหนวิ่งกับอุปกรณ์ตัวไหนให้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คุณมีซอฟท์แวร์ที่ออกแบบไว้ใช้กับ Dual CPU มาใช้กับเมนบอร์ดที่เป็น Single CPU วินโดว์ก็จะไม่ทำงาน วิธีแก้คือ reinstall วินโดวส์ใหม่
สาเหตุอีกประการการคือไฟล์ที่ชื่อ NToskrnl.exe หรือ Hal.dll หมดอายุหรือถูกแก้ไข ให้เอา Backup ไฟล์ หรือเอา original ไฟล์ที่คิดว่าไม่เสียหรือเวอร์ชั่นล่าสุดก๊อปปี้ทับไฟล์ที่เสีย
13.(stop code 0X0000003F)No More System PTEs
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากระบบ Page Table Entries (PTEs) ทำงานโดย Virtual Memory Manager (VMM) ผิดพลาด ทำให้วินโดวส์ทำงานโดยไม่มี PTEs ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวินโดวส์ อาการนี้มักจะเกิดกับการที่คุณทำงานแบบ multi monitors
ถ้าคุณเกิดปัญหานี้บ่อยครั้ง คุณสามารถปรับแต่ง PTEs ได้ใหม่ ดังนี้
1. ให้เปิด Registry ขึ้นมาแก้ไข โดยไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำสั่ง Regedit
2. ไปตามคีย์นี้ HKEY_LOCAL_MACHINESYSTEMCurrentControlSetControlSession ManagerMemory Management
3. ให้ดูที่หน้าต่างขวามือ ดับคลิกที่ PagedPoolSize ให้ใส่ค่าเป็น 0 ที่ Value data และคลิก OK
4. ดับเบิลคลิกที่ SystemPages ถ้าคุณใช้ระบบจอแบบ Multi Monitor ให้ใส่ค่า 36000 ที่ Value data หรือใส่ค่า 40000 ถ้าเครื่องคุณมี RAM
128 MB และค่า 110000 ในกรณีที่เครื่องมี RAM เกินกว่า 128 MB แล้วคลิก OK
รีสตาร์ทเครื่อง
14.(stop code 0X00000024) NTFS File System
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุเกิดจากการรายงานผิดพลาดของ Ntfs.sys คือไดร์เวอร์ของ NTFS อ่านและเขียนข้อมูลผิดพลาด สาเหตูนี้รวมถึง การทำงานผิดพลาดของ controller ของ IDE หรือ SCSI เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมสแกนไวรัส หรือ พื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เสีย คุณๆสามารถทราบรายละเอียดของerror นี้ได้โดยให้เปิดดูที่ Event Viewer วิธีเปิดก็ให้ไปที่ start > run แล้วพิมพ์คำสั่ง eventvwr.msc เพื่อเปิดดู Log file ของการ error โดยให้ดูการ error ของ SCSI หรือ FASTFAT ในหมวด System หรือ Autochk ในหมวด Application
เมื่อ: 10 กันยายน 2006, 14:52:06
--------------------------------------------------------------------------------
15.(stop code 0X00000050)Page Fault In Nonpaged Area
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุการจากการผิดพลาดของการเขียนข้อมูลในแรม การแก้ไขก็ให้ทำความสะอาดขาแรมหรือลองสลับแรมดูหรือไม่ก็หาโปรแกรมที่ test แรมมาตรวจว่าแรมเสียหรือไม่
16.(stop code 0Xc0000221)Status Image Checksum Mismatch
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุมาจาก swapfile เสียหายรวมถึงไดร์เวอร์ด้วย การแก้ไขก็เหมือนข้อ 15
17.(stop code 0X000000EA) Thread Stuck In Device Driver
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการของ error นี้คือการทำงานของเครื่องจะทำงานในแบบวนซ้ำๆ กันไม่สิ้นสุด เช่นจะรีสตร์ทตลอด หรือแจ้งerror อะไรก็ได้ขึ้นมาไม่หยุด ปัญหานี้ สาเหตุอาจจะเกิดจาก bug ของโปรแกรมหรือสาเหตุอื่นๆ เป็นร้อย การแก้ไขให้พยายามทำตามนี้
1.ให้ดูที่ power supply ของคุณว่าจ่ายกำลังไฟเพียงพอกับความต้องการของคอมคุณหรือไม่ ให้ดูว่าในเครื่องคุณมีอุปกรณ์มากไปไม่เหมาะกับ power supply ของคุณ ก็ให้เปลื่ยนตัวใหม่ให้กำลังมากขึ้น ปัญหานี้ผมเคยมีประสพการณ์แล้ว 2 ครั้ง คือ
2. ให้คุณดูที่การ์ดจอว่าได้ใช้ไดร์เวอร์ตัวล่าสุด ถ้าแน่ใจว่าใช้ตัวล่าสุดแล้วยังมีอาการ ก็ให้ทำการ Rollback ไดร์เวอร์ตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา
3. ตรวจดูการ์ดจอและเมนบอร์ดว่าเสียหรือไม่เช่น มีรอยไหม้, ลายวงจรขาด มีชิ้นสวนบางชิ้นหลุดจากตำแหน่งเดิม เป็นต้น
4. ดูที่ bios ว่าส่วนของ VGA slot เลือกโหมด 4x,8x ถูกตามสเปกของการ์ดหรือไม่
5. เช็คดูที่ผู้ผลิตเมนบอร์ดว่ามีไดร์เวอร์ตัวใหม่หรือไม่ ถ้ามีให้โหลดลงใหม่ซะ
6. ถ้าคุณมีการ์ดแลนหรือเมนบอร์ดของคุณมี on board อยู่ให้ disable ฟังก์ชั่น "PXE Resume/Remote Wake Up" โดยไปปิดที่ BIOS
18. (stop code 0X0000007F) unexpected Kernel Mode Trap
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับนัก overclock (ผมก็คนหนึ่ง) เป็นอาการ RAM ส่งข้อมูลให้ CPU ไม่สัมพันธ์กันคือ CPU วิ่งเร็วเกินไป หรือร้อนเกินไปสาเหตุเกิดจากการ overclock วิธีแก้ก็คือลด clock ลงมาให้เป็นปกติ หรือ หาทางระบายความร้อนจาก CPU ให้มากที่สุด
19. (stop code 0X000000ED)Unmountable Boot Volume
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่วินโดวส์หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอ (ไม่ใช่ตัวบูตระบบ) ในกรณีที่คุณมีฮาร์ดดิสก์หลายตัว หนึ่งในนั้นคุณอาจใช้สายแพของฮาร์ดดิสก์ผิด เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ 33MB/secound ซึ่งต้องใช้สายแพ 40 pin แต่คุณเอาแบบ 80 pin ไปต่อแทน
หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับท่านนะครับ
ที่มา http://pc-thai.net โดยคุณ Uncle
คำว่า Blue Screen คนเล่นคอม จะรู้จักดีและเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวไม่อยากให้เกิดกับเครื่องของตน เพราะถ้าเกิดนั้นเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคอมของตนเริ่มมีปัญหา แต่ที่น่าเจ็บใจคือมันบอกเป็นเลขรหัสที่เราๆ ท่านๆ ต้องงงเพราะไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร และจะมีทางแก้ไขอย่างไร ผมไปอ่านเจอมาว่าแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร ก็ลองแปลมาให้คุณๆ ได้อ่าน คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ได้บ้าง รหัสที่แจ้งของ Blue Screen จริงๆมีเกินร้อยตัว
1.(stop code 0X000000BE) Attempted Write To Readonly Memory
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการลง driver หรือ โปรแกรม หรือ service ที่ผิดพลาด เช่น ไฟล์บางไฟล์เสีย ไดร์เวอร์คนละรุ่นกัน ทางแก้ไขให้ uninstall โปรแกรมตัวที่ลงก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ ถ้าเป็นไดร์เวอร์ก็ให้ทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวเก่ามาใช้ หรือ หาไดร์เวอร์ที่ล่าสุดมาลง (กรณีที่มีใหม่กว่า) ถ้าเป็นพวก service ต่างๆที่เราเปิดก่อนเกิดปัญหาก็ให้ทำการปิด หรือ disable ซะ
2.(stop code 0X000000C2) Bad Pool Caller
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
ตัวนี้จะคล้ายกับตัวข้างบน แต่เน้นที่พวก hardware คือเกิดจากอัฟเกรดเครื่องพวก Hardware ต่าง เช่น ram ,harddisk การ์ดต่างๆ ไม่ compatible กับ XP ทางแก้ไขก็ให้เอาอุปกรณ์ที่อัฟเกรดออก ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้ลงไดร์เวอร์ หรือ อัฟเดท firmware ของอุปกรณ์นั้นใหม่ และคำเตือนสำหรับการจะอัฟเดท ให้ปิด anti-virus ด้วยนะครับ เดียวมันจะยุ่งเพราะพวกโปรแกรม anti-virus มันจะมองว่าเป็นไวรัส
3.(stop code 0X0000002E) Data Bus Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากการส่งข้อมูลที่เรียกว่า BUS ของฮาร์ดแวร์เสียหาย ซึ่งได้แก่ ระบบแรม ,cache L2 ของซีพียู , เมมโมรีของการ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์ทำงานหนักถึงขั้น error (ร้อนเกินไป) และเมนบอร์ดเสีย
4.(stop code 0X000000D1)Driver IRQL Not Less Or Equal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์กับ IRQ(Interrupt Request ) ไม่ตรงกัน การแก้ไขก็เหมือนกับ error ข้อที่ 1
5. (stop code 0X0000009F)Driver Power State Failure
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจาก ระบบการจัดการด้านพลังงานกับไดรเวอร์ หรือ service ขัดแย้งกัน เมื่อคุณให้คอมทำงานแบบ"hibernate" แนวทางแก้ไข ถ้าวินโดวส์แจ้ง error ไดร์เวอร์หรือ service ตัวไหนก็ให้ uninstall ตัวนั้น หรือจะใช้วิธี Rollback driver หรือ ปิดระบบจัดการพลังงานของวินโดวส์ซะ
6.(stop code 0X000000CE) Driver Unloaded Without Cancelling Pending Operations
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการไดร์เวอร์ปิดตัวเองทั้งๆ ทีวินโดวส์ยังไม่ได้สั่ง การแก้ไขให้ทำเหมือนข้อ 1
7.(stop code 0X000000F2)Hardware Interrupt Storm
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่เกิดจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น USB หรือ SCSI controller จัดตำแหน่งกับ IRQ ผิดพลาด สาเหตุจากไดร์เวอร์หรือ firmware การแก้ไขเหมือนกับข้อ 1
8.(stop code 0X0000007B)Inaccessible Boot Device
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้จะมักเจอตอนบูตวินโดวส์ จะมีข้อความบอกว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลของไฟล์ระบบหรือ boot partitions ได้ ให้ตรวจฮาร์ดดิสก์ว่าปกติหรือไม่ สายแพหรือสายไฟที่เข้าฮาร์ดดิสก์หลุดหรือไม่ ถ้าปกติดีก็ให้ตรวจไฟล์ boot.ini อาจจะเสีย หรือไม่ก็มีการทำงานแบบmulti OS ให้ตรวจดูว่าที่ไฟล์นี้อาจเขียน config ของ OS ขัดแย้งกัน
อีกกรณีหนึ่งที่เกิด error นี้ คือเกิดขณะ upgrade วินโดวส์ สาเหตุจากมีอุปกรณ์บางตัวไม่ compatible ให้ลองเอาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นหรือคิดว่ามีปัญหาออก เมื่อทำการ upgrade วินโดวส์ เรียบร้อย ค่อยเอาอุปกรณ์ที่มีปัญหาใส่กลับแล้วติดตั้งด้วยไดร์เวอร์รุ่นล่าสุด
9. (stop code 0X0000007A) Kernel Data Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดมีปัญหากับระบบ virtual memory คือวินโดวส์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ swapfile ได้ สาเหตุอาจเกิดจากฮาร์ดดิสก์เกิด bad sector, เครื่องติดไวรัส, ระบบ SCSI ผิดพลาด, RAM เสีย หรือ เมนบอร์ดเสีย
10. (stop code 0X00000077) Kernel Stack Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการและสาเหตุเดียวกับข้อ 9
เมื่อ: 10 กันยายน 2006, 14:49:00
-----------------------------------------------------------------
---------------
11.(stop code 0X0000001E) Kmode Exception Not Handled
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดของไดร์เวอร์ หรือ service กับ หน่วยความจำ และ IRQ ถ้ามีรายชื่อของไฟล์หรือ service แสดงออกมากับ error นี้ให้ทำการ uninstall โปรแกรมหรือทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวนั้น
ถ้ามีการแจ้งว่า error ที่ไฟล์ win32k สาเหตุเกิดจาก การ control software ของบริษัทอื่นๆ (Third-party) ที่ไม่ใช้ของวินโดวส์ ซึ่งมักจะเกิดกับพวก Networking และ Wireless เป็นส่วนใหญ่
Error นี้อาจจะเกิดสาเหตุอีกอย่าง นั้นคือการ run โปรแกรมต่างๆ แต่หน่วยความจำไม่เพียงพอ
12.(stop code 0X00000079)Mismatched Hal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดการทำงานผิดพลาดของ Hardware Abstraction Layer (HAL) มาทำความเข้าใจกับเจ้า HAL ก่อน HAL มีหน้าที่เป็นตัวจัดระบบติดต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ว่าแอปพล
ิเคชั่นตัวไหนวิ่งกับอุปกรณ์ตัวไหนให้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คุณมีซอฟท์แวร์ที่ออกแบบไว้ใช้กับ Dual CPU มาใช้กับเมนบอร์ดที่เป็น Single CPU วินโดว์ก็จะไม่ทำงาน วิธีแก้คือ reinstall วินโดวส์ใหม่
สาเหตุอีกประการการคือไฟล์ที่ชื่อ NToskrnl.exe หรือ Hal.dll หมดอายุหรือถูกแก้ไข ให้เอา Backup ไฟล์ หรือเอา original ไฟล์ที่คิดว่าไม่เสียหรือเวอร์ชั่นล่าสุดก๊อปปี้ทับไฟล์ที่เสีย
13.(stop code 0X0000003F)No More System PTEs
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากระบบ Page Table Entries (PTEs) ทำงานโดย Virtual Memory Manager (VMM) ผิดพลาด ทำให้วินโดวส์ทำงานโดยไม่มี PTEs ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวินโดวส์ อาการนี้มักจะเกิดกับการที่คุณทำงานแบบ multi monitors
ถ้าคุณเกิดปัญหานี้บ่อยครั้ง คุณสามารถปรับแต่ง PTEs ได้ใหม่ ดังนี้
1. ให้เปิด Registry ขึ้นมาแก้ไข โดยไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำสั่ง Regedit
2. ไปตามคีย์นี้ HKEY_LOCAL_MACHINESYSTEMCurrentControlSetControlSession ManagerMemory Management
3. ให้ดูที่หน้าต่างขวามือ ดับคลิกที่ PagedPoolSize ให้ใส่ค่าเป็น 0 ที่ Value data และคลิก OK
4. ดับเบิลคลิกที่ SystemPages ถ้าคุณใช้ระบบจอแบบ Multi Monitor ให้ใส่ค่า 36000 ที่ Value data หรือใส่ค่า 40000 ถ้าเครื่องคุณมี RAM
128 MB และค่า 110000 ในกรณีที่เครื่องมี RAM เกินกว่า 128 MB แล้วคลิก OK
รีสตาร์ทเครื่อง
14.(stop code 0X00000024) NTFS File System
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุเกิดจากการรายงานผิดพลาดของ Ntfs.sys คือไดร์เวอร์ของ NTFS อ่านและเขียนข้อมูลผิดพลาด สาเหตูนี้รวมถึง การทำงานผิดพลาดของ controller ของ IDE หรือ SCSI เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมสแกนไวรัส หรือ พื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เสีย คุณๆสามารถทราบรายละเอียดของerror นี้ได้โดยให้เปิดดูที่ Event Viewer วิธีเปิดก็ให้ไปที่ start > run แล้วพิมพ์คำสั่ง eventvwr.msc เพื่อเปิดดู Log file ของการ error โดยให้ดูการ error ของ SCSI หรือ FASTFAT ในหมวด System หรือ Autochk ในหมวด Application
เมื่อ: 10 กันยายน 2006, 14:52:06
--------------------------------------------------------------------------------
15.(stop code 0X00000050)Page Fault In Nonpaged Area
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุการจากการผิดพลาดของการเขียนข้อมูลในแรม การแก้ไขก็ให้ทำความสะอาดขาแรมหรือลองสลับแรมดูหรือไม่ก็หาโปรแกรมที่ test แรมมาตรวจว่าแรมเสียหรือไม่
16.(stop code 0Xc0000221)Status Image Checksum Mismatch
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุมาจาก swapfile เสียหายรวมถึงไดร์เวอร์ด้วย การแก้ไขก็เหมือนข้อ 15
17.(stop code 0X000000EA) Thread Stuck In Device Driver
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการของ error นี้คือการทำงานของเครื่องจะทำงานในแบบวนซ้ำๆ กันไม่สิ้นสุด เช่นจะรีสตร์ทตลอด หรือแจ้งerror อะไรก็ได้ขึ้นมาไม่หยุด ปัญหานี้ สาเหตุอาจจะเกิดจาก bug ของโปรแกรมหรือสาเหตุอื่นๆ เป็นร้อย การแก้ไขให้พยายามทำตามนี้
1.ให้ดูที่ power supply ของคุณว่าจ่ายกำลังไฟเพียงพอกับความต้องการของคอมคุณหรือไม่ ให้ดูว่าในเครื่องคุณมีอุปกรณ์มากไปไม่เหมาะกับ power supply ของคุณ ก็ให้เปลื่ยนตัวใหม่ให้กำลังมากขึ้น ปัญหานี้ผมเคยมีประสพการณ์แล้ว 2 ครั้ง คือ
2. ให้คุณดูที่การ์ดจอว่าได้ใช้ไดร์เวอร์ตัวล่าสุด ถ้าแน่ใจว่าใช้ตัวล่าสุดแล้วยังมีอาการ ก็ให้ทำการ Rollback ไดร์เวอร์ตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา
3. ตรวจดูการ์ดจอและเมนบอร์ดว่าเสียหรือไม่เช่น มีรอยไหม้, ลายวงจรขาด มีชิ้นสวนบางชิ้นหลุดจากตำแหน่งเดิม เป็นต้น
4. ดูที่ bios ว่าส่วนของ VGA slot เลือกโหมด 4x,8x ถูกตามสเปกของการ์ดหรือไม่
5. เช็คดูที่ผู้ผลิตเมนบอร์ดว่ามีไดร์เวอร์ตัวใหม่หรือไม่ ถ้ามีให้โหลดลงใหม่ซะ
6. ถ้าคุณมีการ์ดแลนหรือเมนบอร์ดของคุณมี on board อยู่ให้ disable ฟังก์ชั่น "PXE Resume/Remote Wake Up" โดยไปปิดที่ BIOS
18. (stop code 0X0000007F) unexpected Kernel Mode Trap
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับนัก overclock (ผมก็คนหนึ่ง) เป็นอาการ RAM ส่งข้อมูลให้ CPU ไม่สัมพันธ์กันคือ CPU วิ่งเร็วเกินไป หรือร้อนเกินไปสาเหตุเกิดจากการ overclock วิธีแก้ก็คือลด clock ลงมาให้เป็นปกติ หรือ หาทางระบายความร้อนจาก CPU ให้มากที่สุด
19. (stop code 0X000000ED)Unmountable Boot Volume
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่วินโดวส์หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอ (ไม่ใช่ตัวบูตระบบ) ในกรณีที่คุณมีฮาร์ดดิสก์หลายตัว หนึ่งในนั้นคุณอาจใช้สายแพของฮาร์ดดิสก์ผิด เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ 33MB/secound ซึ่งต้องใช้สายแพ 40 pin แต่คุณเอาแบบ 80 pin ไปต่อแทน
หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับท่านนะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)